ปัญหาการบวกโทษที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษในคดีนี้ เมื่อศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตแล้ว และมีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ออกใช้บังคับในระห
แม้ว่าในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ออกใช้บังคับ ซึ่งข้อ 1 ของประกาศดังกล่าวได้ยกเลิกความในมาตรา 51 ของประมวลกฎหมายอาญาให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งข้อความที่บัญญัติใหม่มีผลให้เพิ่มโทษหรือบวกโทษแก่จำเลยได้ก็ตาม แต่บทบัญญัติที่ประกาศใช้ในภายหลังนี้หาเป็นคุณแก่จำเลยไม่ จึงไม่อ
ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 140 และ 289(2) ซึ่งเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทด้วย แต่ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 289(2) อันเป็นกระทงและบทหนักที่สุดตามมาตรา 90, 91 ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1 แต่คำเบิกความของจำเลยที่ 1 ในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามาก เป็นเหตุบรรเทาโทษตามมาตรา 78 ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามคงจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต คำขอของโจทก์ที่ให้บวกโทษที่รอไว้เข้ากับคดีนี้ ให้ยกเสีย เพราะจำเลยที่ 1 ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว และถึงแม้ว่าในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีประกาศของคณะปฎิวัติฉบับที่ 11 ออกมาบังคับใช้ และข้อ 1 ของประกาศดังกล่าวได้ยกเลิกความในมาตรา 51 ของประมวลกฎหมายอาญา ให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งข้อความที่บัญญัติใหม่นี้มีผลให้เพิ่มโทษหรือบวกโทษแก่จำเลยได้ก็ตามแต่บทบัญญัติที่ประกาศใช้ในภายหลังนี้หาเป็นคุณแก่จำเลยไม่ จึงไม่อาจนำมาใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 นอกจากที่แก้นี้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ของกลางริบ
โจทก์ฟ้องขอให้บวกโทษที่รอไว้เข้ากับโทษในคดีนี้ เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตแล้ว ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ออกใช้บังคับ ซึ่งข้อ 1 ของประกาศดังกล่าวได้ยกเลิกความในมาตรา 51 ของประมวลกฎหมายอาญาให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งข้อความที่บัญญัติใหม่มีผลให้เพิ่มโทษหรือบว
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 600/2515พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตรโจทก์นายโข่ง หรือธวัช ต.ประเสริฐ ที่ 1 นายธวัช หวังนพ ที่ 2จำเลย ป.อ. ม. 3, ม. 51, ม. 58 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ข้อ 1ฟ้องโจทก์ขอให้บวกโทษที่รอไว้เข้ากับโทษในคดีนี้เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตแล้ว แม้ว่าในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ออกใช้บังคับซึ่งข้อ 1 ของประกาศดังกล่าวได้ยกเลิกความในมาตรา 51 ของประมวลกฎหมายอาญาให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งข้อความที่บัญญัติใหม่มีผลให้เพิ่มโทษหรือบวกโทษแก่จำเลยได้ก็ตาม แต่บทบัญญัติที่ประกาศใช้ในภายหลังนี้หาเป็นคุณแก่จำเลยไม่ จึงไม่อาจนำมาใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 โจทก์ฟ้องและเพิ่มเติมฟ้องว่า จำเลยได้ร่วมกันกระทำผิดกฎหมายหลายบทหลายกระทงต่างกรรมต่างวาระกัน คือ (ก) จำเลยที่ 1 เสพสุราในสาธารณสถานจนเมาครองสติไม่ได้ และประพฤติตนวุ่นวาย และต่างมีอาวุธปืนสั้นคนละกระบอกไปในหมู่บ้านและชุมชนโดยไม่มีเหตุอันสมควร (ข) จำเลยที่ 1 ได้บังอาจต่อสู้ขัดขวางสิบตำรวจเอกลุย อินทะกูลเจ้าพนักงานตามกฎหมายกับพวกที่จับกุมจำเลยอันเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ปืนยิงโดยเจตนาฆ่า ถูกสิบตำรวจเอกลุยถึงแก่ความตาย (ค) จำเลยที่ 2 ใช้ปืนยิงพลตำรวจสุนทร สุขประเสริฐ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานร่วมปฏิบัติหน้าที่อีกหลายนัดโดยเจตนาฆ่า แต่การกระทำไม่บรรลุผล กระสุนปืนถูกอวัยวะส่วนที่ไม่สำคัญ พลตำรวจสุนทรจึงไม่ตาย จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลจังหวัดพิจิตรฐานทำให้เสียทรัพย์และดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าศาลจำคุก 3 เดือน ปรับ 200 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปีจำเลยที่ 1 มาทำผิดคดีนี้ภายใน 3 ปี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎ