ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2522/2517

ประเด็นกฎหมาย

เทศบาลนครกรุงเทพมีอำนาจให้เช่าที่ดินในสวนลุมพินีซึ่งเป็นสวนสาธารณะได้หรือไม่ และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างที่เลิกกิจการแล้วต้องรับผิด

หลักกฎหมาย

เทศบาลซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาสวนสาธารณะย่อมมีสิทธิให้เช่าที่ดินส่วนหนึ่งของสวนเพื่อหารายได้มาปรับปรุงสวนให้ดีขึ้นได้ ไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 และผู้ที่ลงชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความโดยมีเจตนาปิดบังว่าห้างหุ้นส่วนได้เลิกกิจการแล้ว ต้องรับผิดตามสัญญานั้นเป็นการส่วนตัว

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยให้จำเลยที่ 2 ชำระเบี้ยปรับ 16,240 บาท และวันละ 80 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4 จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเสร็จ

ข้อเท็จจริงสำคัญ

ที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของสวนลุมพินีซึ่งเป็นสวนสาธารณะ จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกห้างฯ โดยไม่ชำระบัญชี แต่จำเลยที่ 2 ยังคงใช้ชื่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าและสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ในฐานะผู้จัดการ โดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 เลิกกิจการแล้ว

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2522/2517เทศบาลนครกรุงเทพ โดยนายณัฐวุฒิ สุทธิสงครามโจทก์เทศมนตรีผู้ทำการแทนนายกเทศมนตรีโจทก์ห้างหุ้นส่วนจำกัดลุมพินีกอล์ฟ ที่ 1 กับพวกรวม 4 คนจำเลย พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496 ป.พ.พ. ม. 537, ม. 850, ม. 1077ที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของสวนลุมพินีซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้ายกให้เป็นวนะสาธารณ์สำหรับประชาชนอยู่ในความดูแลรักษาของกรมนคราทร กระทรวงมหาดไทย เทศบาลนครกรุงเทพ โจทก์มีหน้าที่ดูแลรักษาให้เป็นสวนสาธารณะสำหรับประชาชนพักผ่อนหย่อนใจดังนั้นเทศบาลนครกรุงเทพโจทก์ย่อมมีสิทธิเอาที่พิพาทให้เช่าเพื่อหารายได้มาใช้จ่ายปรับปรุงสวนลุมพินีให้อยู่ในสภาพเดิมหรือดีขึ้นกว่าเดิมได้ ไม่ขัดพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการห้างฯจำเลยที่ 1 ลงชื่อเป็นคู่สัญญาเช่ากับเทศบาลนครกรุงเทพโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกห้างฯ โดยไม่มีการชำระบัญชีแต่ในการต่อสัญญาปีต่อ ๆ มา จำเลยที่ 2 ทราบดีว่าห้างฯ จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกห้างฯแล้วก็ยังใช้ชื่อห้างฯ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่ากับโจทก์โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงชื่อในสัญญาเหล่านั้นในฐานะผู้จัดการและดำเนินกิจการค้าและใช้ที่ดินที่เช่าเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 2 ตามวัตถุประสงค์เดิมตลอดมาเป็นเวลาหลายปี เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาในปี 2513 จำเลยที่ 2 ก็ได้ติดต่อกับโจทก์ขอต่ออายุสัญญาเช่า และทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์และอาศัยชื่อจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญากับโจทก์ และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงชื่อในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่1 อยู่เช่นเดิม หาได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าห้างฯ จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนเลิกห้างฯแล้วไม่พฤติการณ์ดังกล่าวเห็นได้ชัดว่าจำเลยที่ 2 มีเ