โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งไล่ออกจากราชการ และการกระทำของจำเลยไม่เป็นการละเมิด
การใช้อำนาจของทางราชการฝ่ายบริหารตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน เมื่อผู้บังคับบัญชาสั่งไปโดยชอบแล้ว ศาลไม่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดอีก และการกระทำตามอำนาจหน้าที่โดยชอบไม่เป็นละเมิด
พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้อง
โจทก์เป็นข้าราชการถูกกล่าวหาทุจริต ถูกตั้งกรรมการสอบสวนและมีคำสั่งไล่ออกตามมติ อ.ก.พ. โจทก์อุทธรณ์ต่อ ก.พ. และนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งยกอุทธรณ์ซึ่งเป็นที่สุด โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งและเรียกค่าเสียหาย
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1155/2526นายไพบูลย์ สุนทรวิภาตโจทก์กรมศุลกากร กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 420 ป.วิ.พ. ม. 55 พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2497 พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2518 โจทก์เป็นข้าราชการพลเรือนสังกัดกรมศุลกากรจำเลยที่ 1 ถูกกล่าวหาว่าทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยที่ 1 ตั้งกรรมการสอบสวนความผิดของโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่3 อธิบดีกรมศุลกากรได้มีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากราชการตามมติของ อ.ก.พ.กระทรวงการคลัง เป็นการปฏิบัติตามอำนาจและหน้าที่ที่กำหนดไว้ใน พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนฯ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจของทางราชการฝ่ายบริหารโดยเฉพาะ เมื่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์สั่งไปตามอำนาจหน้าที่โดยชอบอย่างไรแล้ว ศาลไม่มีอำนาจหน้าที่เข้าไปวินิจฉัยชี้ขาดอีกโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งหรือพิพากษาให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่355/2516)แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยจงใจกลั่นแกล้งโจทก์ เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่เมื่อพิจารณาฟ้องทั้งหมดแล้วได้ความว่า จำเลยซึ่งเป็นคณะกรรมการสอบสวนได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนโดยชอบธรรม และผู้บังคับบัญชาได้สั่งลงโทษโจทก์ตามอำนาจหน้าที่อันชอบด้วยกฎหมายแล้ว การกระทำดังที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องจึงไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันทำละเมิดโจทก์ ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ไล่โจทก์ออกจากราชการ ให้โจทก์กลับเข้าสู่ฐานะเดิม และให้จำเลยร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว มีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ปัญหาว่าโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ไล่โจทก์ออกจากราชการ หรือพิพากษาให้กรมศุลกากรจำเลยท