ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1065/2524

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ และการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานขับรถโดยประมาทหรือไม่

หลักกฎหมาย

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลัง ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด

คำวินิจฉัย

พิพากษายืน (ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1)

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกน้ำมันด้วยความเร็ว 40-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเขตเทศบาล ซึ่งเกินกว่ากฎหมายเดิมที่กำหนดไว้ แต่ต่อมามีกฎหมายใหม่กำหนดความเร็วสูงสุดไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มิได้ขับรถด้วยความเร็วเกินกว่า 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1065/2524พนักงานอัยการกรมอัยการโจทก์โจทก์ร่วมโจทก์นายพะเยาว์ สัมฤทธิ์โจทก์นายฉาย มากสุทธิ กับพวกจำเลย ป.อ. ม. 3 กฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2509) ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2477 ข้อ 10, พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 3ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกน้ำมันด้วยอัตราความเร็ว 40-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นความเร็วที่เกินกว่ากฎหมายกำหนดไว้สำหรับรถบรรทุกน้ำมันสำหรับในเขตเทศบาล (กฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 6 พ.ศ.2509 ข้อ10 ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2477)แต่ต่อมาพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 3ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2477 และได้มีกฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 6 พ.ศ.2522 ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ข้อ 1 ได้กำหนดความเร็วสำหรับรถไว้สำหรับรถบรรทุกที่มีน้ำหนักรถรวมทั้งน้ำหนักบรรทุกเกิน 1,200 กิโลกรัมหรือบรรทุกคนโดยสารให้ขับในเขตกรุงเทพมหานครเขตเมืองพัทยาหรือเขตเทศบาลไม่เกินชั่วโมงละ 60 กิโลเมตร ฯลฯ และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ได้บัญญัติว่า ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีจะถึงที่สุดแล้ว ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มิได้ขับรถด้วยความเร็วเกินกว่า 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การขับรถของจำเลยที่ 1 จึงไม่เร็วเกินกว่ากำหนดความเร็วตามกฎหมายใหม่ซึ่งบัญญัติไว้ให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทอันจะเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้องโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำผิดกฎหมาย กล่าวคือ จำเลยที่ 1ขับรถบรรทุกน้ำมันหมายเลขทะเบียน ช.น