ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3411 - 3412/2526

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการถอนฟ้องจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ที่ 2, สถานะนิติบุคคลของโจทก์, และสิทธิเรียกร้องค่าจ้างล่วงเวลาของพนักงานโจทก์

หลักกฎหมาย

บันทึกของศาลที่ว่าโจทก์ที่ 2 แถลงไม่ดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 พอถือได้ว่าโจทก์ที่ 2 ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำหน่ายคดีเฉพาะตัวจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 175 แล้ว; โจทก์ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติพิเศษเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายที่จัดตั้ง ไม่จำเป็นต้องมีพยานบุคคลมาเบิกค

คำวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้ขับรถในทางการที่จ้างโดยประมาททำให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองเสียหาย; โจทก์ที่ 2 แถลงไม่ดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 ซึ่งส่งหมายให้ไม่ได้อีกต่อไป; จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่าโจทก์ไม่ใช่นิติบุคคลและเหตุเกิดจากเหตุสุดวิสัย; ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำร

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3411 - 3412/2526องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย กับพวกโจทก์นายสมจิตร ศรีวิลัย กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 68, ม. 420, ม. 438 ป.วิ.พ. ม. 84, ม. 175 พ.ร.บ.การไฟฟ้านครหลวง พ.ศ.2501 พ.ร.บ.องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2497 ศาลชั้นต้นบันทึกในรายงานกระบวนพิจารณาว่า ทนายโจทก์ที่ 2 แถลงไม่ดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 ซึ่งส่งหมายให้ไม่ได้อีกต่อไป เป็นอันว่ามีโจทก์ที่ 2 พิพาทกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 เท่านั้นบันทึกดังกล่าวพอถือได้ว่าโจทก์ที่ 2 ได้ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้จำหน่ายคดีของโจทก์ที่ 2 เฉพาะตัวจำเลยที่ 1 ไปตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 แล้ว องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยและการไฟฟ้านครหลวงเป็นรัฐวิสาหกิจตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ พิเศษโดยเฉพาะ จึงเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายที่จัดตั้ง หาจำเป็นต้องมีพยานบุคคลมาเบิกความรับรองว่าเป็นนิติบุคคลไม่ แม้พนักงานของโจทก์จะได้รับเงินเดือนจากโจทก์เป็นประจำอยู่แล้วแต่เมื่อโจทก์ต้องใช้พนักงานมาซ่อมแซมทรัพย์สินที่เสียหายอันเกิดจากการละเมิดของจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างล่วงเวลาของพนักงานโจทก์จากจำเลยได้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้ขับรถในทางการที่จ้างโดยประมาททำให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองเสียหาย จำเลยทั้งสองและจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ดังกล่าวจึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 152,878 บาท และ 57,133.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยของเงินดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาในสำนวนคดีของโจทก์ที่ 1 ส่วนคดีของโจทก์ที่ 2 ปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 แถลงไม