ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 860/2525

ประเด็นกฎหมาย

คำสั่งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2502 ที่ให้ทรัพย์สินตกเป็นของรัฐมีผลบังคับเป็นกฎหมาย และการฟ้องเรียกทรัพย์สินที่จำเล

หลักกฎหมาย

คำสั่งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรมีผลบังคับเป็นกฎหมาย และมีผลให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทั้งในและนอกประเทศตกเป็นของรัฐทันที เมื่อจำเลยถูกกำจัดกรรมสิทธิ์โดยกฎหมายแล้ว การที่จำเลยลักลอบไปจดทะเบียนรับมรดกและโอนขายทรัพย์นั้นเป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ไปขายโดยไม่มีอำนาจ โจทก์มีสิทธิ

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยใช้ราคาทรัพย์พิพาทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยเป็นภริยาจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งซื้อที่ดินและอาคารที่ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาจอมพลสฤษดิ์ถึงแก่กรรม นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งตามมาตรา 17 ให้ทรัพย์สินของกองมรดกและของจำเลยตกเป็นของรัฐ กระทรวงการคลังโจทก์ยึดถือทรัพย์และให้เช่าเก็บค่าเช่ามานานกว่า 10 ปี ต่อมาจำเลยและผู้จัดการมรดกไปจดทะเบียนรับมรดกที่ประเทศ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 860/2525กระทรวงการคลังโจทก์ท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์จำเลย ป.พ.พ. ม. 420, ม. 448, ม. 1336 ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2502 คำสั่งตาม มาตรา17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร เรื่องให้ทรัพย์สินในกองมรดกจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และทรัพย์สินของท่านผู้หญิงวิจิตราธนะรัชต์ ตกเป็นของรัฐ เป็นคำสั่งที่นายกรัฐมนตรีได้ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรและโดยมติคณะรัฐมนตรีจึงมีผลบังคับเป็นกฎหมาย ซึ่งในข้อ (ข) ระบุให้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งในและนอกประเทศซึ่งเป็นของบุคคลดังกล่าวตกเป็นของรัฐทันทีตั้งแต่วันออกคำสั่ง เมื่อจำเลยถูกกำจัดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์รายพิพาทโดยกฎหมายและกระทรวงการคลังโจทก์ได้ยึดถือทรัพย์รายพิพาทไว้ในนามของรัฐแล้วการที่จำเลยลักลอบไปจดทะเบียนรับมรดกทรัพย์รายพิพาทมาเป็นของจำเลยแล้วจดทะเบียนโอนขายให้บุคคลอื่นไปการกระทำของจำเลยจึงเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยลักลอบไปจดทะเบียนรับมรดกทรัพย์รายพิพาทเป็นของตนแล้วจดทะเบียนโอนขายให้บุคคลอื่นไป จึงเท่ากับเป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ไปขายโดยไม่มีอำนาจ ซึ่งโจทก์มีสิทธิฟ้องขอบังคับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์นั้นได้ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยใช้ราคาทรัพย์ที่จำเลยเอาของโจทก์ไปขาย ไม่ใช่เป็นเรื่องเรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิด จึงนำอายุความตาม มาตรา 448แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งใช้บังคับ เฉพาะกรณีผู้เสียหายฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิด มาใช้บังคับในกรณีนี้ไม่ได้ คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ราคาทรัพย์พิพาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาศาลฎ