ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1054/2520

ประเด็นกฎหมาย

อำนาจฟ้องของโจทก์เมื่อผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติซึ่งเป็นผู้มอบอำนาจให้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วย และเมื่อโจทก์ได้โอนกรรมสิทธิ์อา

หลักกฎหมาย

ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและตำแหน่งในหน่วยงานของรัฐพร้อมกันได้ เนื่องจากบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญยกเว้นให้ และแม้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะโอนไปแล้ว ผู้โอนยังมีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 461 จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่ผู้เช่าที่ไม่ยอมออกจากทรัพย์สินนั้นได้

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากห้องพิพาท และให้ใช้ค่าเสียหาย

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยเช่าห้องพิพาทจากโจทก์ ต่อมาโจทก์ขายอาคารดังกล่าวให้ผู้อื่นโดยต้องรื้อถอน โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแต่จำเลยไม่ยอมออก ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติซึ่งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติมอบอำนาจให้ฟ้องคดี

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1054/2520การเคหะแห่งชาติ โดยนายนินนาท สาครรัตน์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์นางประหยัด พึ่งสุจริตจำเลย ป.พ.พ. ม. 461, ม. 537 ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2515 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 ม. 234 ป.วิ.พ. ม. 55ว. เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติโดยธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรพ.ศ.2515 ต่อมามีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบทเฉพาะกาล มาตรา 234 ที่มิให้นำ มาตรา 102,103 ของรัฐธรรมนูญดังกล่าวมาใช้บังคับแก่การดำรงตำแหน่งของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติผลจึงมีว่า ว. ย่อมจะดำรงตำแหน่งการเมืองและตำแหน่งหรือหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐได้ในคราวเดียวกัน ว. จึงไม่เป็นผู้ที่ไม่อาจทำงานเต็มเวลาให้แก่การเคหะแห่งชาติตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 316 ข้อ 22(3) และ (5)ว. จึงอาจดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติต่อไปและมีสิทธิที่จะมอบอำนาจให้ น. ฟ้องคดีแทนได้ แม้โจทก์จะได้โอนขายกรรมสิทธิ์อาคารห้องพิพาทให้แก่ผู้อื่นไปแล้วแต่โจทก์ยังมีหน้าที่ต้องส่งมอบอาคารหลังพิพาทให้แก่ผู้ซื้อเพื่อการรื้อถอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 461 เมื่อจำเลยไม่ยอมออกจากอาคารที่เช่า โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยได้เช่าอาคารพิพาทจากกรมประชาสงเคราะห์ต่อมาได้มีประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 316 ให้โอนทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ และความรับผิดอันเกี่ยวกับงานด้านอาคารสงเคราะห์ การจัดสรรที่ดิน และการปรับปรุงแหล่งเสื่อมโทรมจากกรมประชาสงเคราะห์ให้โจทก์ดำเนินงานเมื่อสิ้นกำหนดเวลาการเช่าแล้ว จำเลยได้อยู่ในห้องเช่าต่อมา โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าต่อไป เพราะต้องการรื้อถอนอาคารที่พิพาทดังกล่าว โจทก์ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลย จำเลยไม่ยอมออกจากอาคาร