ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2490/2519

ประเด็นกฎหมาย

คำชี้ขาดของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ให้ขึ้นเงินเดือนและจ่ายค่าเช่าบ้านแก่ลูกจ้างชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

หลักกฎหมาย

ข้อพิพาทแรงงานหมายถึงข้อขัดแย้งเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งรวมถึงค่าจ้างและสวัสดิการ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีอำนาจชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานได้ แม้สัญญาจ้างไม่มีข้อกำหนดเรื่องการขึ้นเงินเดือนหรือค่าเช่าบ้าน สภาพการจ้างย่อมเปลี่ยนแปลงได้ การจัดหาบ้านพักหรือจ่ายค่าเช่าบ้านถือเป็นสวัสดิการหรือประโยชน์อื่นอันอ

คำวินิจฉัย

คำชี้ขาดของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

ข้อเท็จจริงสำคัญ

ลูกจ้างขอขึ้นเงินเดือนร้อยละ 10 โจทก์เสนอขึ้นให้ร้อยละ 7 คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชี้ขาดให้ขึ้นร้อยละ 8 และให้จ่ายค่าเช่าบ้านร้อยละ 15 ของค่าจ้าง โดยสัญญาจ้างไม่มีข้อกำหนดเรื่องดังกล่าว และคณะกรรมการนำสัญญาเช่าโรงกลั่นน้ำมันและการจ่ายค่าเช่าบ้านของบริษัทอื่นมาประกอบดุลพินิจ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2490/2519บริษัทซัมมิท อินดัสเทรียล จำกัด โดยม.ร.ว.นิติวัฒน์โจทก์เกษมศรี ผู้รับมอบอำนาจโจทก์นายดำริ น้อยมณี กับพวกจำเลย ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 พ.ศ.2515 ข้อ 4 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2515 ข้อ 2, ข้อ 27 ป.พ.พ. ม. 575ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 103 เป็นกฎหมายพิเศษได้แสดงเจตนารมณ์ไว้ในเบื้องต้นว่า เพื่อให้การใช้แรงงานเป็นไปโดยเหมาะสมและแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างให้เป็นไปโดยวิธีปรองดองและเป็นธรรมข้อ 4(4) ให้มีคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เพื่อทำหน้าที่ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานและวินิจฉัยชี้ขาดการกระทำซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะได้กำหนดว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม และตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการแรงงานสัมพันธ์ฯ "ข้อพิพาทแรงงาน" หมายความว่าข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเกี่ยวกับสภาพการจ้าง"สภาพการจ้าง" หมายความว่า เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงานกำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง หรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน ดังนั้น เมื่อลูกจ้างขอขึ้นเงินเดือนร้อยละ 10 โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างขอขึ้นให้ร้อยละ 7 จึงมีข้อพิพาทแรงงานเกิดขึ้นซึ่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ย่อมมีอำนาจชี้ขาดได้แม้ตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับลูกจ้างมิได้มีข้อสัญญาไว้ว่าโจทก์จะต้องขึ้นเงินเดือนให้แก่ลูกจ้างทุกระยะเท่าใดและอัตราเท่าใด ก็มิได้หมายความว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงค่าจ้างไม่ได้ ทั้งตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการแรงงานสัมพันธ์ฯข้อ 4 มีความว่า เมื่อนายจ้างลูกจ้างประสงค์จะให้แก้ไขเพิ่มเติมสภาพการจ้างก็ให้แจ้งแก่อีกฝ่ายหนึ่ง แสดงว่าสภาพการจ้างย่อมเปลี่ยนแปลงไ