อำนาจฟ้องของผู้จัดสรรที่ดินเมื่อมีการรุกล้ำสาธารณูปโภคที่เป็นภารจำยอม และการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินที่เป็นภารจำยอม
ถนนที่ผู้จัดสรรจัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรเป็นสาธารณูปโภคที่ตกอยู่ในภารจำยอม ผู้จัดสรรมีหน้าที่บำรุงรักษาและมีอำนาจฟ้องเมื่อมีการโต้แย้งสิทธิ ที่ดินที่เป็นภารจำยอมไม่อาจตกเป็นกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ได้
พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยรื้อถอนส่วนที่รุกล้ำ และที่ดินพิพาทตกเป็นภารจำยอม จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์
โจทก์จัดสรรที่ดินโดยแบ่งเป็นแปลงย่อยปลูกตึกแถวขาย และเว้นที่ดินเป็นถนนออกสู่ทางสาธารณะ จำเลยซื้อตึกแถวหนึ่งห้องแล้วก่อสร้างกันสาดและวางสิ่งของรุกล้ำเข้าไปในถนนดังกล่าวเป็นเนื้อที่ 8 ตารางวา ครอบครองเกิน 10 ปี
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2325/2539นาย ชวน ชวนิชย์โจทก์นาย สมศักดิ์ บางประภากรจำเลย ป.พ.พ. ม. 1382 ป.วิ.พ. ม. 55, ม. 249 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30, ข้อ 32การที่โจทก์แบ่งแยกที่ดินออกเป็นแปลงย่อยปลูกสร้างตึกแถวเพื่อขายและจัดทำถนนออกสู่ทางสาธารณะเพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อตึกแถวถนนดังกล่าวจึงเป็นสาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรได้จัดให้มีขึ้นตกอยู่ใน ภารจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ ที่ดินที่ จัดสรรจำเลยมีสิทธิใช้ถนนพิพาทเป็นทางสัญจรผ่านเข้าออกได้เท่านั้นและโจทก์เป็น ผู้จัดสรรที่ดิน มีหน้าที่บำรุงรักษากิจการอันเป็นสาธารณูปโภคให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไปตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่286ข้อ30วรรคแรกและข้อ32จำเลยทำให้ถนนเสื่อมสภาพและเสื่อมประโยชน์การใช้เป็นทางสัญจรเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา55 การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนเมื่อศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินเนื้อที่8ตารางวาที่จำเลยรุกล้ำตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินจัดสรรเพื่อประโยชน์แก่ผู้ซื้อตึกแถวจำเลยไม่มีสิทธิยึดถือครอบครองทำให้ประโยชน์แห่งภารจำยอมลดลงด้วยการสร้างกันสาดและวางสิ่งของขายเท่ากับว่าจำเลยไม่อาจครอบครองอย่างเป็นเจ้าของแม้จำเลยจะได้สิทธิครอบครองใช้ที่ดินพิพาทเป็นเวลาเกินกว่า10ปีก็ไม่ทำให้ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1382ที่จำเลยฎีกาว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นจึงเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา238ประกอบมาตรา249โจทก์ ฟ้อง และ แก้ไข คำฟ้อง ว่า โจทก