ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 586/2509

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการรับซื้อฝากที่ดินแทนโดยไม่ได้ทำเป็นหนังสือ การนำสืบนอกประเด็น ความเคลือบคลุมของฟ้อง อำนาจของวัดในการรับซื้อฝาก และสิทธิของจำเ

หลักกฎหมาย

แม้การรับซื้อฝากแทนจะไม่ได้ทำเป็นหนังสือ แต่ผู้รับซื้อฝากได้ครอบครองแทนโจทก์ ที่พิพาทก็ตกเป็นของโจทก์ได้โดยทางครอบครอง จำเลยซึ่งเป็นเอกชนไม่มีสิทธิยกบทกฎหมายว่าที่ดินเป็นของรัฐขึ้นต่อสู้โจทก์ วัดเป็นนิติบุคคลที่ทำการรับซื้อฝากที่ดินและเรือนได้เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ขับไล่จำเลยทั้งสอง เพิกถอนนิติกรรมและตราจอง ให้จำเลยร่วมใช้ค่าเสียหาย

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ฟ้องว่าเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านโดยรับซื้อฝากจากผู้มีชื่อแล้วตกเป็นกรรมสิทธิ์ โจทก์ครอบครองมาโดยสงบ เปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของมา 30 ปี จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินและบ้านแล้วโอนขายให้จำเลยที่ 2 ซึ่งได้รับตราจอง โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแล้วจำเลยไม่ออก จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องเคลือบคลุม ที่ดินเป

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 586/2509วัดสามแก้ว โดยนายถม ชุมวรฐายี ไวยาวัจกร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์นายฟุ้ง ดีสมุทร ที่ 1 นายไกรจง แซ่เล้า ที่ 2จำเลย ป.พ.พ. ม. 69, ม. 70, ม. 72, ม. 75, ม. 1382 พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ป.วิ.พ. ม. 172, ม. 142, ม. 249 โจทก์กล่าวในฟ้องว่า โจทก์รับซื้อฝากที่ดินไว้จากผู้มีชื่อเจ้าของเดิมไม่ไถ่คืนที่ดินและโรงเรือนพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แต่ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่าหลวงศรีสุพรรณดิษฐ์รับซื้อฝากที่ดินแทนโจทก์ไม่เป็นการนำสืบนอกประเด็น และคำฟ้องโจทก์ไม่ได้แตกต่างกับข้อเท็จจริงในทางพิจารณา เพราะเป็นการสืบถึงรายละเอียดของวิธีรับซื้อฝากและความเป็นมาแห่งการเป็นเจ้าของที่ดินของโจทก์ แม้การรับซื้อฝากแทนโจทก์จะไม่ได้ทำเป็นหนังสือ แต่ผู้รับซื้อฝากได้ครอบครองแทนโจทก์ ที่พิพาทก็ตกเป็นของโจทก์ได้โดยทางครอบครอง ที่วิวาทจะเป็นของโจทก์หรือเป็นของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดินเป็นเรื่องระหว่างรัฐกับโจทก์จำเลยซึ่งเป็นเอกชนไม่มีสิทธิที่จะยกบทกฎหมายดังกล่าวขึ้นต่อสู้โจทก์ ฟ้องโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาไม่มีข้อความตอนใดเคลือบคลุมอันจะเป็นเหตุให้จำเลยหลงข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยหลงข้อต่อสู้ตรงไหน ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม วัดเป็นนิติบุคคลที่ทำการรับซื้อฝากที่ดินและเรือนได้เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดาวัตถุประสงค์ของวัดไม่จำต้องกล่าวในฟ้องเพราะไม่ได้มีกฎหมายบัญญัติให้วัดแจ้งวัตถุประสงค์ไว้แต่อย่างใด เมื่อจำเลยมิได้ยกประเด็นที่ฎีกาขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์จะยกขึ้นมากล่าวในชั้นฎีกาไม่ได้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน 1 แปลง พร้อมด้วยบ้านสองหลังโดยได้รับซื้อฝากจากผู้มีชื่อแล้วตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ โจท