ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1225/2506
ประเด็นกฎหมาย
ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการมอบอำนาจ การปิดอากรแสตมป์ การฟ้องผู้ค้ำประกันโดยไม่ฟ้องลูกหนี้ก่อน และการคำนวณดอกเบี้ย
หลักกฎหมาย
1. ใบมอบอำนาจที่ระบุให้ทวงถามเงินกู้และแต่งตั้งทนายฟ้องร้องคดีจนถึงที่สุด เป็นการมอบอำนาจเฉพาะอย่าง มอบครั้งเดียว ให้กระทำการครั้งเดียว เมื่อปิดอากรแสตมป์ 5 บาท ก็ใช้เป็นพยานหลักฐานได้ 2. ประมวลรัษฎากรมิได้บัญญัติว่าต้องปิดอากรแสตมป์ก่อนหรือระหว่างการนำสืบ จึงใช้เอกสารที่ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์แล้วเป็
คำวินิจฉัย
พิพากษาแก้เฉพาะดอกเบี้ย ให้จำเลยใช้ในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2500 ถึงวันฟ้อง แต่ไม่เกิน 2,272.50 บาท และนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ใช้ค่าทนายความชั้นนี้ 250 บาทแทนโจทก์
ข้อเท็จจริงสำคัญ
นายจือซิงยืมเงินโจทก์ 10,000 บาท และทำหนังสือขอผ่อนชำระ โดยมีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมานายจือซิงไม่ชำระหนี้ตามกำหนดและย้ายไปอยู่ที่ไหนไม่ทราบ โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันโดยไม่ได้ฟ้องนายจือซิงลูกหนี้ ใบมอบอำนาจระบุให้ทวงถามเงินกู้และแต่งตั้งทนายฟ้องร้องคดีจนถึงที่สุด ปิดอากรแสตมป์ 5 บาท สัญญาผ่
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1225/2506นางเหลี่ยนม้อย แซ่ลี้ โดยนายชอบ วิเชียรรัตน์โจทก์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์นางยุกผิ่น แซ่ฮี่จำเลย ป.พ.พ. ม. 204, ม. 224, ม. 680, ม. 683, ม. 684, ม. 686, ม. 689, ม. 800, ม. 801 ป.รัษฎากร ม. 118, ข้อ 7 ป.วิ.พ. ม. 142 บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ใบมอบอำนาจระบุว่ามอบอำนาจให้ ช.ทวงถามเงินกู้จากจ.และย. แต่งตั้งทนายฟ้องร้องคดีจนถึงที่สุด ดังนี้เป็นการมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวกระทำการอันเดียว มอบครั้งเดียว มอบให้กระทำการครั้งเดียว เมื่อปิดอากรแสตมป์ 5 บาท ก็ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้การปิดแสตมป์ในตราสารเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งประมวลรัษฎากรมิได้บัญญัติว่าต้องปิดก่อนหรือระหว่างการนำสืบตามสัญญาได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระตามกำหนด ก็ตกเป็นผู้ผิดนัด เมื่อลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้จึงชอบที่จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้แต่นั้นไม่จำต้องฟ้องลูกหนี้ก่อน และเมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ค้ำประกันขอให้เรียกลูกหนี้ชำระก่อน ทั้งผู้ค้ำประกันยังเบิกความว่าไม่ทราบว่าลูกหนี้อยู่ที่ไหนจะมีเงินพอชำระหนี้ได้หรือไม่ ดังนี้ ผู้ค้ำประกันไม่อาจจะอ้างได้ว่าเจ้าหนี้ต้องฟ้องลูกหนี้ก่อนจึงจะฟ้องตนได้เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้เงิน ลูกหนี้ก็ต้องเสียดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีตามกฎหมาย และเมื่อจำเลยค้ำประกันโดยมิได้จำกัดจำนวนเงินที่จำเลยจะต้องรับผิดการค้ำประกันนี้จึงคุ้มถึงดอกเบี้ยที่ลูกหนี้ค้างชำระด้วย ทั้งนี้ ไม่ว่าเจ้าหนี้จะมีหลักฐานในการทวงถามจำเลยหรือไม่ จะพอฟังว่าได้ทวงถามแล้วหรือไม่ก็ตามโจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยโดยระบุเงินต้นอัตราระยะเวลาและจำนวนรวมมาด้วย แต่จำนวนที่ขอมานั้นต่ำก