ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 955/2518

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ให้โจทก์นำพยานเข้าสืบใหม่ชอบหรือไม่ และศาลอุทธรณ์จะใช้อำนาจตามมาตรา 243(2) ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ไต่สวนคำร้องของโจทก์ก่

หลักกฎหมาย

ทนายโจทก์มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนโจทก์ตามมาตรา 62 คำแถลงของทนายโจทก์ผูกพันโจทก์ และเมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องชัดแจ้งแล้ว ศาลไม่จำต้องไต่สวนตามมาตรา 21 และไม่ใช่กรณีที่ศาลไม่ให้โอกาสเต็มที่ตามมาตรา 103

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อเท็จจริงสำคัญ

ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ครั้งที่ 3 พยานโจทก์ไม่มา ทนายโจทก์แถลงว่าพยานไม่มา ขอให้ศาลสั่งต่อไป ศาลชั้นต้นสั่งให้ถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบและนัดสืบพยานจำเลย วันรุ่งขึ้นโจทก์ยื่นคำร้องขอสืบพยานใหม่โดยอ้างว่าพยานมาศาลแต่ดูกระดานนัดไม่พบชื่อบริษัท ศาลชั้นต้นยกคำร้องและพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 955/2518บริษัท ผลิตภัณฑ์ป๊อป จำกัด โดยนายราชัย เตชะพูนผล กรรมการผู้จัดการโจทก์กรมสรรพากร โดยนายเยื่อ สุสายัณห์ อธิบดี ที่ 1 กับพวกรวม 4 คนจำเลย ป.วิ.พ. ม. 21, ม. 27, ม. 40, ม. 62, ม. 103, ม. 243 (2) ป.รัษฎากร ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ทนายโจทก์รอพยานอยู่จนเวลา 10.30 น. พยานโจทก์ก็ยังไม่มาศาลทนายโจทก์แถลงว่านัดกับ ร. พยานโจทก์แล้วว่าจะมา แต่ไม่มา ไม่ทราบจะทำประการใดขอให้ศาลสั่งต่อไปดังนี้เป็นการแถลงของทนายโจทก์ซึ่งมีอำนาจว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ แทนโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 62 เมื่อศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีพยานมาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ให้ถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ และนัดสืบพยานจำเลยต่อไปตามที่จำเลยแถลงขอสืบพยาน จึงชอบด้วยกระบวนพิจารณาแล้วการที่วันรุ่งขึ้นโจทก์ยื่นคำร้องขอให้สืบพยานโจทก์ใหม่ โดยอ้างว่าความจริงในวันนัด ร. มาศาลเมื่อเวลา 10.15 น. แต่มิได้เข้าห้องพิจารณาเพราะดูในกระดานนัดความของศาลไม่พบชื่อบริษัทโจทก์ ก็จะนำมาลบล้างคำแถลงของทนายโจทก์โดยจำเลยมิได้ยินยอมด้วยไม่ได้ทั้งเป็นการล่วงเลยเวลาสืบพยานโจทก์ไปแล้ว ไม่มีเหตุที่จะสืบพยานโจทก์ใหม่ศาลชอบที่จะยกคำร้องของโจทก์เสีย กรณีเช่นนี้ข้อเท็จจริงปรากฏอยู่ตามคำร้องของโจทก์ชัดแจ้งแล้ว ศาลหาจำต้องไต่สวนคำร้องนั้นอีกไม่และมาตรา 21 ก็ไม่ได้บังคับว่าศาลต้องไต่สวนก่อนมีคำสั่งทั้งไม่ใช่กรณีที่ศาลไม่ให้โอกาสเต็มที่แก่คู่ความที่จะมาฟังการพิจารณาและใช้สิทธิเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาตามมาตรา 103 ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยเสร็จและมีคำพิพากษาแล้วจึงไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์จะใช้อำนาจตามมาตรา 243(2) ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องของโจทก์เ