ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7191/2551

ประเด็นกฎหมาย

การฟ้องคดีละเมิดโดยอ้างว่าจำเลยใช้สิทธิทางศาลโดยไม่สุจริต โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และการฟ้องคดีดังกล่าวเป็นการละเมิดหรือไม่

หลักกฎหมาย

การเป็นโจทก์ฟ้องคดี แม้จะถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิทางศาลตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ แต่หากการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและมีความมุ่งหมายหรือเจตนาที่จะให้จำเลยได้รับความเสียหาย ก็ย่อมเป็นการละเมิด

คำวินิจฉัย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนของโจทก์ที่ 1 ให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ที่ 1 เคยฟ้องจำเลยและศาลพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงิน จำเลยไม่ปฏิบัติตาม โจทก์ที่ 1 จึงบังคับคดี ต่อมาจำเลยฟ้องโจทก์ทั้งสองในข้อหาละเมิดและติดตามทรัพย์คืน โดยอ้างว่าการบังคับคดีเป็นการละเมิด โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องจำเลยในคดีนี้ว่าการฟ้องของจำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและเป็นการละเมิด

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7191/2551นางสาววิไล วนัสบดีกุล กับพวกโจทก์บริษัท อาร์ แอนด์ ดี คลีนิก จำกัดจำเลย ป.พ.พ. ม. 420 ป.วิ.พ. ม. 55, ม. 150, ตาราง 1การเป็นโจทก์ฟ้องคดี แม้จะถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิทางศาลตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ แต่หากการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและมีความมุ่งหมายหรือเจตนาที่จะให้จำเลยได้รับความเสียหาย ก็ย่อมเป็นการละเมิด การที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้อง หากศาลฎีกาพิพากษาให้ตามขอก็เป็นเพียงการย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้าย ป.วิ.พ. ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาทโจทก์ทั้งสองฟ้องว่า คดีนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2546 โจทก์ที่ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในข้อหาผิดสัญญาหุ้นส่วนต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4539/2546 ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 1 กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลได้พิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินจำนวน 316,814.75 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 ต่อมาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ที่ 1 ได้ไปขอรับเช็คที่จำเลยต้องสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้จำนวน 316,814.75 บาท ตามที่ตกลงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่จำเลยกลับปฏิเสธไม่ยอมสั่งจ่ายเช็คจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 โดยอ้างว่าจำเลยต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อน และต่อมาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2546 จำเลยได้นำเงินจำนวน 285,133.28 บาท ซึ่งหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วมาวางต่อศาล โจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์ที่ 1 จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลย แต่เมื่อโ