ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 660/2491
ประเด็นกฎหมาย
เมื่อผู้ต้องหาถูกฟ้องเป็นจำเลยและศาลรับประทับฟ้องแล้ว การวินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติกำหนดเวลาขังผู้ต้องหาในกรณีที่ต้องหาว่าปลงพระชนม์พระบาทสมเด็จพระปรเมน
หลักกฎหมาย
เมื่อผู้ต้องหาถูกฟ้องเป็นจำเลยและศาลสั่งรับประทับฟ้องแล้ว ย่อมไม่เป็นประโยชน์หรือเป็นผลแก่คดีของผู้ต้องหาแต่อย่างใดที่จะวินิจฉัยว่ากฎหมายที่ผู้ต้องหากล่าวอ้างเป็นโมฆะหรือไม่
คำวินิจฉัย
ศาลฎีกามีมติในที่ประชุมใหญ่ให้ยกฎีกา
ข้อเท็จจริงสำคัญ
นายเฉลียว ผู้ต้องหาถูกพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอให้ศาลขัง และศาลสั่งขังมีกำหนด 30 วัน โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติกำหนดเวลาขังผู้ต้องหาในกรณีที่ต้องหาว่าปลงพระชนม์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พ.ศ. 2491 ผู้ต้องหายื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับ และขอให้
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 660/2491พนักงานสอบสวนกลางกรมตำรวจผู้ร้องผู้ต้องหาผู้ร้องนายเฉลียว ปทุมรส กับพวกผู้ร้อง ป.วิ.อ. ม. 87, ม. 90, ม. 214, ม. 216 พ.ร.บ.กำหนดเวลาขังผู้ต้องหาในกรณีที่ต้องหาว่าปลงพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พ.ศ.2491 ผู้ต้องหายื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.กำหนดเวลาขังผู้ต้องหาในกรณีที่ต้องหาว่าปลงพระชนม์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอนันทมหิดล 2491 เป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับ ต่อมาพนักงานอัยการ ได้ฟ้องผู้ต้องหาเป็นจำเลยในความผิดที่ถูกศาลสั่งขังในระหว่างสอบสวนนั้น และศาลสั่งรับประทับฟ้องไว้แล้ว ดังนี้ ย่อมไม่เป็นประโยชน์หรือผลแก่คดีของผู้ต้องหาอย่างใดที่จะวินิจฉัยว่ากฎหมายที่ผู้ต้องหากล่าวอ้างเป็นโมฆะหรือไม่ ศาลฎีกาย่อมให้ยกฎีกาเสีย (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 19/91)คดีนี้นายเฉลียว ผู้ต้องหาซึ่งพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอให้ศาลขังและศาลสั่งขังมีกำหนด 30 วัน โดยอาศัยอำนาจพระราชบัญญัติกำหนดเวลาขังผู้ต้องหาในกรณีที่ต้องหาว่าปลงพระชนม์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอนันทมหิดล พ.ศ. 2491 ยื่นคำร้องว่าพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีผลบังคับคดีของผู้ต้องหา และถือว่าผู้ต้องหาถูกคุมขังโดยปราศจากมูลที่จะอ้างกฎหมาย ขอให้ศาลสั่งปล่อยหรือให้มีประกันต่อไปศาลอาญา และศาลอุทธรณ์สั่งและพิพากษาให้ยกคำร้องผู้ต้องหาฎีกาเมื่อส่งสำนวนมาศาลฎีกาแล้ว ศาลอาญาได้แจ้งว่าพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายเฉลียวกับพวกเป็นจำเลยฐานประทุษร้ายต่อองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯลฯ และศาลได้สั่งประทับฟ้อง ดังนี้ศาลฎีกาได้มีมติในที่ประชุมใหญ่ว่า เมื่อผู้ต้องหาถูกฟ้อง และศาลสั่งรับประทับฟ้องแล้ว ย่อมไม่เป็นประโยชน์หรือเป็นผลแก่คดีของผู้ต้องหาแต่อย่างใดที่จะวินิจฉัยว่ากฎหมายฉบับที่ผู้ต้อ