เมื่อศาลพิพากษาตามยอมและมีคำบังคับแล้ว จำเลยจะอ้างพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ.2489 เพื่อเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษาได้หรือไม่
คำพิพากษาตามยอมที่ถึงที่สุดแล้วไม่อาจเปลี่ยนแปลงโดยอาศัยกฎหมายอื่นที่ออกภายหลัง
พิพากษายืน
จำเลยทำสัญญายอมความยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่เช่า ศาลพิพากษาตามยอมและออกหมายบังคับคดี ต่อมาจำเลยไม่รื้อถอน ศาลชั้นต้นสั่งให้รื้อถอนภายใน 10 วัน จำเลยอุทธรณ์และฎีกาโดยอ้างพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ.2489
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 815/2491นายสวัสดิ์ ลิ้มประเสริฐโจทก์นายเชี๊ยก หรือชวน ชำนาญจักร์จำเลย ป.วิ.พ. ม. 147, ม. 148, ม. 272 พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ.2489 ศาลได้พิพากษาตามยอมและมีคำสั่งท้ายคำพิพากษานั้นว่าบังคับตามยอมและต่อมาออกหมายบังคับคดีต่อจำเลยอีก ดังนี้แสดงว่า มีคำบังคับแล้วเมื่อจำเลยทำยอมรื้อสิ่งปลูกสร้างออกจากที่เช่า และศาลพิพากษาตามยอม ดังนี้เป็นคำพิพากษาที่เด็ดขาดถึงที่สุดแล้ว จะอ้าง พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่ามาเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษาเป็นอย่างอื่นไม่ได้ความว่า จำเลยทำสัญญายอมความมีความว่า จำเลยยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ศาลได้พิพากษาตามยอมและออกหมายบังคับคดีแล้ว จำเลยไม่รื้อ ศาลชั้นต้นจึงสั่งให้จำเลยรื้อถอนให้เสร็จภายใน 10 วันจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลได้พิพากษาตามยอมและมีคำสั่งท้ายคำพิพากษาว่า บังคับตามยอม และต่อมาออกหมายบังคับคดีต่อจำเลยอีก ดังนี้แสดงว่า มีคำบังคับแล้ว ส่วนที่จำเลยอ้างว่าได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขันนั้น เมื่อจำเลยทำยอมรื้อสิ่งปลูกสร้างออกจากที่เช่าและศาลพิพากษาตามยอม เป็นคำพิพากษาเด็ดขาดถึงที่สุดแล้ว จะอ้างพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่ามาเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้พิพากษายืน(ประวัติ ปัตตพงศ์-ปรีชาวินิจฉัย-ทรงนิติกรณ์)แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุรายการที่ 1/ ของหน้าที่ 1 พิมพ์คำพิพากษาปิดฉบับย่อ