สัญญาขายฝากที่ดินเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมเงินหรือไม่ และผู้รับโอนโดยสุจริตได้รับความคุ้มครองหรือไม่
สัญญาขายฝากที่ทำขึ้นโดยมีเจตนาอำพรางสัญญากู้ยืมเงินตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และต้องบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางตามมาตรา 155 วรรคสอง แต่บุคคลภายนอกผู้สุจริตและเสียค่าตอบแทนซึ่งรับโอนทรัพย์สินไปโดยไม่รู้ถึงการแสดงเจตนาลวงย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 155 วรรคหน
พิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสอง ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน 70,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อเดือน โดยทำสัญญาขายฝากที่ดินเป็นประกัน ราคาสินไถ่ 95,000 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับต้นเงินรวมดอกเบี้ย ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 ซึ่งรับโอนโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียน
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2514/2561นายแดนชัย เพียรงูเหลือมโจทก์นางธิดา นิลโคกสูง กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 155 วรรคหนึ่ง, สองดอกเบี้ยที่โจทก์ผ่อนชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน เป็นเงิน 2,100 บาท หรือเท่ากับ 25,200 บาท ต่อปี เมื่อนำไปรวมกับต้นเงิน 70,000 บาท เป็นเงิน 95,200 บาท เป็นจำนวนใกล้เคียงกับราคาสินไถ่ 95,000 บาท การที่โจทก์ชำระดอกเบี้ยทุกเดือน จึงเป็นการชำระดอกเบี้ยตามสัญญากู้และแสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 มีเจตนาทำสัญญากู้ยืมเงินตั้งแต่ต้น ไม่มีเจตนาที่จะทำสัญญาขายฝาก การนำโฉนดที่ดินมาวางเป็นเพียงให้จำเลยที่ 1 ยึดถือประกันหนี้เงินกู้ยืมเท่านั้น สัญญาขายฝากที่ทำไว้จึงเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินและตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ต้องบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง แม้การขายฝากที่ดินจะตกเป็นโมฆะ ต้องเพิกถอนสัญญาขายฝาก เป็นผลให้ที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ไปก่อนแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่ารับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้ว ประกอบกับโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต และจากทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 จะได้รู้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทกันจริง จำเลยที่ 2 จึงเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวง ย่อมได้รับคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย โจทก์จึงไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า นิติกรรมซื้อขาย