ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3309/2558
ประเด็นกฎหมาย
การคำนวณวันต้องโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547, 2549 และ 2550 สำหรับผู้ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) ว่าต้องคำนวณจ
หลักกฎหมาย
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) เมื่อศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิตในกระทงหนึ่งแล้ว โทษจำคุกที่มีกำหนดเวลาในกระทงอื่นจะนำมารวมลงโทษอีกไม่ได้ แต่จำเลยยังคงมีความผิดและต้องโทษจำคุกในทุกกระทง การคำนวณพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547, 2549 และ 2550 ต้องพิจารณาจากกำหนดโทษที่ศาลกำหนดไว้ใน
คำวินิจฉัย
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ว่า การคำนวณวันต้องโทษของคณะกรรมการชอบแล้ว ไม่ผิดพลาด
ข้อเท็จจริงสำคัญ
จำเลยที่ 2 ถูกศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิตในความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน และจำคุก 50 ปี ฐานร่วมกันขายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 3 ปี ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 2 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่ออกใบอนุญาต และจำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืน แต่เมื่อรวมโทษแล้วคงจำคุกตลอดชีวิตตาม ป.อ. มาตรา 91(3) ต่อมาจำเลยที่ 2 ได
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3309/2558พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดโจทก์สิบเอกราชันญ์ เทศเพราะผลผู้ร้องคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด ปัญหาการปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 และ พ.ศ.2549 กับพวกผู้คัดค้านนายจักรวัฒน์หรือกฤตพัชร์ ปัถวี กับพวกจำเลย ป.อ. ม. 91 ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง ป.วิ.อ. ม. 220 พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านทั้งสี่คำนวณวันต้องโทษจำเลยที่ 2 ตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 และ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 ผิดพลาด กรณีเป็นเรื่องชั้นบังคับคดี จึงไม่ต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 2 ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ได้รับพระราชทานอภัยโทษตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 และ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2554 นั้น จำเลยที่ 2 เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ป.อ. มาตรา 91 บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษหรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดดังต่อไปนี้ (3) ห้าสิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปีขึ้นไป เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต" ตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายความว่า กรณีที่จำเลยกระทำผิดหลายกรรมต่างก