ศาลอุทธรณ์มีอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243(2) ที่จะยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ไต่สวนคำร้องขอสืบพยานใหม่ของโจทก์หรือไม่
เมื่อทนายโจทก์ซึ่งมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนโจทก์ตามมาตรา 62 แถลงว่าพยานไม่มาและขอให้ศาลสั่งต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบและนัดสืบพยานจำเลยชอบแล้ว คำร้องขอสืบพยานใหม่ของโจทก์ที่อ้างว่าพยานมาศาลแต่ไม่พบชื่อในกระดานนัด ไม่สามารถลบล้างคำแถลงของทนายโจทก์โดยจำเลยไม่ยินยอม และเมื่อข้อเ
ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ครั้งที่ 3 ในวันที่ 20 ธันวาคม 2515 เวลา 10.30 น. พยานโจทก์ไม่มาศาล ทนายโจทก์แถลงว่านัดกับนายราชัยแล้วแต่ไม่มา ขอให้ศาลสั่งต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบและนัดสืบพยานจำเลย วันรุ่งขึ้นโจทก์ยื่นคำร้องว่านายราชัยมาศาลเวลา 10.15 น. แต่ไม่พบชื่อบริษัทในกระดานนัด ข
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 955/2518บริษัทผลิตภัณฑ์ป๊อป จำกัด โดยนายราชัย เตชะพูนผล กรรมการผู้จัดการโจทก์กรมสรรพากร โดยนายเยื่อ สุสายัณห์ อธิบดี ที่ 1 กับพวกรวม 4 คนล. ป.วิ.พ. ม. 21, ม. 27, ม. 40, ม. 62, ม. 103, ม. 243 (2) ป.รัษฎากร ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ทนายโจทก์รอพยานอยู่จนเวลา 10.30 น. พยานโจทก์ก็ยังไม่มาศาล ทนายโจทก์แถลงว่านัดกับ ร. พยานโจทก์แล้วว่าจะมา แต่ไม่มา ไม่ทราบจะทำประการใด ขอให้ศาลสั่งต่อไป ดังนี้เป็นการแถลงของทนายโจทก์ซึ่งมีอำนาจว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ แทนโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 62 เมื่อศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีพยานมาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ให้ถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ และนัดสืบพยานจำเลยต่อไปตามที่จำเลยแถลงขอสืบพยาน จึงชอบด้วยกระบวนพิจารณาแล้ว การที่วันรุ่งขึ้นโจทก์ยื่นคำร้องขอให้สืบพยานโจทก์ใหม่ โดยอ้างว่าความจริงในวันนัด ร. มาศาลเมื่อเวลา 10.15 น. แต่มิได้เข้าฟังการพิจารณาเพราะดูในกระดานนัดความของศาลไม่พบชื่อบริษัทโจทก์ ก็จะนำมาลบล้างคำแถลงของทนายโจทก์โดยจำเลยมิได้ยินยอมด้วยไม่ได้ ทั้งเป็นการล่วงเลยเวลาสืบพยานโจทก์ไปแล้ว ไม่มีเหตุที่จะสืบพยานโจทก์ใหม่ ศาลชอบที่จะยกคำร้องของโจทก์เสีย กรณีเช่นนี้ข้อเท็จจริงปรากฏอยู่ตามคำร้องของโจทก์ชัดแจ้งแล้ว ศาลหาจำต้องไต่สวนคำร้องนั้นอีกไม่ และมาตรา 21 ก็ไม่ได้บังคับว่าศาลต้องไต่สวนก่อนมีคำสั่ง ทั้งไม่ใช่กรณีที่ศาลไม่ให้โอกาสเต็มที่แก่คู่ความที่จะมาฟังการพิจารณาและใช้สิทธิเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาตามมาตรา 103 ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยเสร็จและมีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์จะใช้อำนาจตามมาตรา 243(2) ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องของโจทก