ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7/2501

ประเด็นกฎหมาย

การบอกเลิกสัญญาเช่าตึกที่ไม่ใช่เคหะโดยเรียกค่าเช่าเพิ่มขึ้น และการที่ผู้เช่ายังคงอยู่ในตึกหลังบอกเลิกสัญญาเป็นการละเมิดหรือผิดสัญญา

หลักกฎหมาย

เมื่อตึกพิพาทมิได้เป็นเคหะ ผู้เช่าไม่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าฯ จึงไม่อาจคัดค้านว่าผู้ให้เช่าทำผิดกฎหมายดังกล่าวได้ และเมื่อผู้ให้เช่าบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว ผู้เช่าที่ขืนอยู่ในตึกโดยไม่มีสิทธิเป็นการจงใจกระทำโดยผิดกฎหมายให้ผู้ให้เช่าเสียหายในสิทธิแห่งทรัพย์สิน ถือเป็นการละเมิดตาม ป.พ

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ขับไล่จำเลยออกจากตึกพิพาท และให้จำเลยชำระค่าเช่าเดือนละ 25 บาทนับแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2498 จนกว่าจะออกไป

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยเช่าตึกพิพาทเพื่อประกอบธุรกิจการค้า ตึกพิพาทไม่ใช่เคหะ โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าโดยชอบแล้ว แต่จำเลยยังคงอยู่ในตึกโดยไม่มีสิทธิ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7/2501นายสุรินทร์ ไชยประสิทธิ์โจทก์นายล้วน เวกชาลิกานนท์จำเลย พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ.2489 ป.พ.พ. ม. 420, ม. 566เมื่อตึกพิพาทมิได้เป็นเคหะจำเลยไม่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าฯแล้ว ก็ไม่มีทางที่จำเลยจะมาคัดค้านว่าโจทก์ทำผิด พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าฯ ประการใดได้ เมื่อโจทก์บอกเลิกการเช่ากับจำเลยโดยชอบแล้ว จำเลยยังขืนอยู่ในตึกของโจทก์โดยไม่มีสิทธิ์อย่างใด จึงเป็นการจงใจกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายให้โจทก์ต้องเสียหายในสิทธิแห่งทรัพย์สินของโจทก์ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อกม.ได้ความว่าจำเลยเช่าตึกรายพิพาทเพื่อประกอบธุระกิจการค้า และโจทก์ได้บอกเลิกการเช่าแก่จ.ล.โดยชอบแล้ว ศต.พิพากษาให้ขับไล่จ.ล.ออกจากตึกพิพาทกับให้จ.ล.ชำระค่าเช่าให้โจทก์เดือนละ ๒๕ บาทนับแต่เดือน มีนาคม ๒๔๙๗ จนกว่าจำเลยจะได้ออกไป จ.ล.อุทธรณ์ ศอ. พิพากษายืน เพียงแต่แก้กำหนดเวลาให้จ.ล.ชำระค่าเช่าให้โจทก์ตั้งแต่วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๔๙๘ เป็นต้นไป จ.ล.ฎีกา ศฎ.พิพากษายืน ศฎ.วินิจฉัยข้อ กม. ๒ ข้อ คือ ๑. ฏีกาจำเลยที่อ้างว่า โจทก์เรียกค่าเช่าขึ้นราคาเดือนละ ๒๕ บาทเป็นเดือนละ ๖๕ บาท เป็นการผิดพ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าฯ ฉะนั้นหนังสือที่โจทก์บอกเลิกการเช่าและให้ชำระค่าเช่าเดือนละ ๖๕ บาทจึงตกเป็นโมฆะ ต้องถือว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยยังไม่ได้บอกเลิกการเช่ากับจ.ล.ตามกม. ฟ้องไม่ได้นั้น ก็เมื่อตึกรายพิพาทมิได้เป็นเคหะ จ.ล.ไม่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าฯแล้ว ก็ไม่มีทางที่จ.ล.จะมาคัดค้านได้ว่า โจทก์ทำผิด พ.ร.บ. ควบคุมค่าเช่าฯประการใด ๒.ที่จำเลยฎีกาคดีนี้เป็นเรื่องผิดสัญญา ไม่ใช่เรื่องละเมิดนั้น เมื่อโจทก์บอกเลิกการเช่ากับจ.ล.โดยชอบแล้ว จ.ล.ยังขืนอยู่ในตึกของโจทก์โดยไ