ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 280/2496

ประเด็นกฎหมาย

การปิดกั้นทางน้ำสาธารณะสมบัติของแผ่นดินโดยมิชอบ เป็นละเมิด แม้ผู้เสียหายจะไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ทางน้ำนั้นก็ยังมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหาย

หลักกฎหมาย

ทางน้ำหรือสายน้ำอันเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ทุกคนย่อมมีสิทธิใช้ได้ร่วมกัน แต่ผู้ใดไม่มีสิทธิทำทำนบปิดกั้นทางน้ำนั้น หากปิดกั้นทำให้ผู้ใช้คนอื่นเสียหาย ถือเป็นการละเมิด ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และการที่ผู้เสียหายไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ทางน้ำนั้น ไม่ตัดสิทธิที่จะฟ้องผู้ละเมิด

คำวินิจฉัย

จำเลยทำละเมิดต่อโจทก์ ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์วันละ 17 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2492 ตลอดไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนทำนบดังกล่าวเสร็จสิ้น และให้จำเลยรื้อถอนทำนบที่ปิดกั้นทางน้ำ

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยทำทำนบปิดกั้นสายน้ำในห้วยสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ชักน้ำมาใช้ในเหมืองของจำเลย เป็นเหตุให้น้ำในห้วยนั้นซึ่งไหลตามธรรมชาติไปสู่เหมืองโจทก์ลดน้อยลง ทำให้โจทก์เสียหาย ทำเหมืองไม่ได้ตามปกติ โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้สายน้ำดังกล่าว แต่กำลังยื่นขออนุญาต

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 280/2496นายจิ้นฮุ่น ลิ่มตั้งโจทก์นายอิ้วจาย หรือ อวยชัย ลิ่มตั้งจำเลย พ.ร.บ.การทำเหมืองแร่ พ.ศ.2461 ป.พ.พ. ม. 420, ม. 1304. ป.วิ.พ. ม. 55ทางน้ำหรือสายน้ำอันเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน นั้นทุกคนย่อมมีสิทธิใช้ได้ร่วมกันแต่ผู้หนึ่งผู้ใดก็หามีสิทธิที่จะทำทำนบปิดกั้นทางน้ำนั้นเสียไม่ ถ้าไปปิดกั้นเข้าทำให้ผู้ใช้คนอื่นเสียหายก็ย่อมถือว่าเป็นการละเมิด ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายนั้น. จำเลยทำทำนบปิดกั้นสายน้ำในห้วยสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ชักน้ำมาใช้ในเหมืองของจำเลย เป็นเหตุให้น้ำในห้วยนั้นซึ่งไหลตามธรรมชาติไปสู่เหมืองโจทก์ลดน้อยลง ทำให้โจทก์เสียหาย ทำเหมืองไม่ได้ตามปรกตินั้น จำเลยจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นให้โจทก์ และแม้โจทก์จะไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานโลหกิจให้ใช้สายน้ำนี้ในการทำเหมืองแร่อันเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.เหมืองแร่ ก็เป็นเรื่องระหว่างโจกท์กับรัฐบาล หาเป็นการตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยผู้ละเมิด ทำให้โจทก์เสียหายไม่.โจทก์ฟ้องหาว่า จำเลยทำทำนบที่ต้นน้ำในลำห้วยที่ ๔ ปิดทางน้ำมิให้ไหลลงมาสู่เหมืองแร่ของโจทก์ซึ่งไหลอยู่ตามธรรมชาติ และขุดรางเปิดช่องให้น้ำไหลแยกออกจากลำห้วยไปตามรางที่จำเลยขุด เพื่อนำไปใช้ทำเหมืองจำเลย ฯลฯ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ฯลฯ จึงขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย และบังคับให้จำเลยรื้อถอนทำนบที่ปิดกั้นทางน้ำของโจทก์เสียให้สิ้นเชิง กับปิดช่องน้ำที่จำเลยขุดให้เรียบร้อย. จำเลยต่อสู้ว่า ลำห้วยพิพาทมิใช่ของโจทก์แต่เป็นของรัฐบาล และอ้างว่าโจทก์ไม่เสียหาย ไม่มีสิทธิฟ้องร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนทำนบในห้วยที่ ๔ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยฝ่ายเดียวอุทธรณ์, ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎี