การกู้เงินรายเดียวแต่ทำหนังสือสองฉบับ โดยตกลงว่าถ้าไม่ชำระหนี้ตามกำหนดให้ฟ้องเอาได้สองเท่า ถือเป็นวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี
การเรียกดอกเบี้ยและกำไรอื่นที่มากเกินส่วนอันสมควรตามเงื่อนไขแห่งการกู้ยืม เป็นการที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ค) ทำให้การเรียกดอกเบี้ยและกำไรอื่นเป็นโมฆะ ผู้กู้ยังคงต้องรับผิดเฉพาะเงินต้นที่กู้ไปเท่านั้น ส่วนผู้ค้ำประกันซึ่งค้ำประกันเงิ
การเรียกดอกเบี้ยและกำไรอื่นเป็นโมฆะ ผู้กู้ (จำเลยที่ 1) ยังคงต้องรับผิดเฉพาะเงินต้น 7,000 บาทที่กู้ไปเท่านั้น ส่วนผู้ค้ำประกัน (จำเลยที่ 2) ไม่ต้องรับผิด พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 ใช้เฉพาะต้นเงินโจทก์ 7,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะตัวจำเลยที่ 2 เสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำหนังสือกู้เงินโจทก์ไป 14,000 บาท จำเลยที่ 2 ค้ำประกัน แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการกู้เงินกันรายเดียว โดยมีหนังสือเป็นหลักฐานการกู้ 2 ฉบับ ซึ่งเมื่ออ่านรวมกันแล้วได้ความว่า จำเลยที่ 1 กู้โจทก์เป็นเงิน 7,000 บาท โดยมีข้อตกลงว่าถ้าไม่ชำระคืนตามกำหนด ให้โจทก์ฟ้องเอาเงิน 14,000 บาทไ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 730/2508นางซุนหยิน แซ่เลาโจทก์นายสุนทร มณีนิล กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 653, ม. 680 พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 การกู้เงินกันรายเดียว แต่ทำหนังสือเป็นหลักฐานสองฉบับ โดยผู้ให้กู้ให้กู้ยืมเงิน 7,000 บาท และตกลงกันว่า ถ้าผู้กู้ไม่ชำระหนี้ตามกำหนดให้ผู้ให้กู้ฟ้องเอาได้ 14,000 บาทนั้น เห็นได้ว่าประโยชน์ที่ผู้ให้กู้ได้รับนั้นมากเกินส่วนอันสมควรจึงเป็นการที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดขกฎหมาย การเรียกดอกเบี้ยและกำไรอื่นจึงเป็นโมฆะ ผู้กู้จึงยังคงต้องรับผิดเฉพาะเงินต้น 7,000 บาทที่กู้ไปเท่านั้น ส่วนผู้ค้ำประกันเงินกู้ 14,000 บาท มิใช่ค้ำประกันเงินกู้ 7,000 บาท จึงหาต้องรับผิดด้วยไม่คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำหนังสือกู้เงินโจทก์ไป 14,000 บาท จำเลยที่ 2 ค้ำประกัน ครบกำหนดจำเลยไม่ใช้ต้นเงินและดอกเบี้ย จึงขอให้บังคับ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับเงิน 14,000 บาท แต่ได้รับเงินไปเพียง 7,000 บาทสมดังจำเลยต่อสู้ จำเลยที่ 2 ค้ำประกันเอกสารที่ไม่สมบูรณ์ การค้ำประกันย่อมไม่สมบูรณ์จำเลยที่ 1 ไม่ต้องใช้เงิน จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิด พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ได้รับเงิน 14,000 บาท ไปครบถ้วนแล้ว คดีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของจำเลยฟังได้หรือไม่ว่าสัญญากู้เงินเป็นนิติกรรมอำพราง พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินต้น 14,000 บาท กับดอกเบี้ยก่อนฟ้อง 5 ปี 4,000 บาท และนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะใช้เสร็จให้โจทก์ ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ใช้ก็ให้จำเลยที่ 2 ใช้แทน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า เป็นการกู้เงินกันรายเดียว โดยมีหนังสือเป็นหลักฐานการกู้ 2 ฉบับ ซึ่งเมื่