ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 608/2491

ประเด็นกฎหมาย

พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ. 2489 ไม่มีผลย้อนหลังไปใช้บังคับแก่กรณีที่การเช่าได้สิ้นสุดลงก่อนที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และจำเลยไม่มี

หลักกฎหมาย

กฎหมายที่ออกมาภายหลังไม่มีผลย้อนหลังไปใช้บังคับแก่กรณีที่การเช่าได้สิ้นสุดลงแล้ว และคู่ความจะนำสืบในข้อที่มิได้ต่อสู้ไว้ในคำให้การไม่ได้

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเช่ารายนี้ไม่ตกอยู่ในความควบคุมของ พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน (ฉบับที่ 2) 2488 และ พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ. 2489 ไม่มีผลย้อนหลังไปใช้บังคับแก่กรณีที่การเช่าสิ้นสุดลงแล้ว จึงให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาพิพากษาใหม่ในประเด็นเรื่องผิดสัญญา

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยทำสัญญาเช่าเคหะเพื่อการค้า ผิดนัดไม่ชำระเงินกินเปล่างวดที่ 3 ซึ่งถึงกำหนดชำระในวันที่ 1 สิงหาคม 2488 อันเป็นเวลาที่ พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน (ฉบับที่ 2) 2488 ใช้บังคับ แต่จำเลยมิได้ต่อสู้ว่าใช้เคหะเป็นที่อยู่อาศัยเป็นส่วนใหญ่ โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วฟ้องขับไล่

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 608/2491พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์ ฯลฯโจทก์นาปกรณ์ ตุลากุลจำเลย พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ.2489 ป.พ.พ. ม. 386, ม. 537ในสัญญาเช่าเคหะ จำเลยจะต้องชำระเงินค่ากินเปล่างวดที่ 3 ในวันที่ 1 สิงหาคม 2488 ซึ่งเป็นเวลาที่พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน (ฉะบับที่ 2) 2488 ใช้บังคับอยู่ ต้องพิจารณาว่า จำเลยได้ใช้เคหะเป็นที่อยู่อาศัยเป็นส่วนใหญ่หรือไม่ ถ้าจำเลยมิไ้ใช้เป็นที่อยู่อาศัยเป็นส่วนใหญ่ พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน (ฉบับที่ 2) 2488 ก็มิควบคุมถึง ถ้าหากในเวลาถึงกำหนดชำระเงินกินเปล่างวดที่ 3 การเช่ามิได้ตกอยู่ในควบคุมแห่ง พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน (ฉบับที่ 2) 2488 และจำเลยกระทำผิดสัญญาจนโจทก์บอกเลิกสัญญากับจำเลยแล้ว จำเลยก็ไม่อยู่ในฐานะผู้เช่าต่อไป ดังนี้ พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ. 2489 ซึ่งออกมาภายหลังย่อมไม่มีผลย้อนหลังไปใช้บังคับแก่กรณีระหว่างโจทก์จำเลย ซึ่งไม่มีการเช่ากันนั้น โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาเช่าเคหะ เพื่อการค้า และผิดสัญญาไม่ชำระเงินกินเปล่า จำเลยให้การรับว่า ได้ทำสัญญากับโจท์จริง แต่ต่อสู้ว่ามิได้ผิดสัญญาในเรื่องชำระเงินกินเปล่า ดังนี้ จำเลยไม่มีประเด็นที่จะนำสืบว่าได้ใช้เคหะเป็นที่อยู่อาศัยเป็นส่วนใหญ่ได้ความว่า เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๔๘๖ จำเลยได้ทำสัญญาเช่าตึกจากโจทก์ จำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินกินเปล่างวดที่ ๓ โจทก์ได้บอกกล่าวเลิกสัญญาเช่า ครบกำหนดคำบอกกล่าวแล้ว จำเลยยังคงอยู่ในสถานที่เช่า โจทก์จึงฟ้องขอให้ขับไล่ ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพะยานทั้ง ๒ ฝ่าย แล้ววินิจฉัยว่า เหตุที่โจทก์อ้างว่าจำเลยผิดนัดส่งเงินกินเปล่านั้น มิได้อยู่ในข้อยกเว้นของ พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน ๒๔๘๙