ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1570/2497

ประเด็นกฎหมาย

การครอบครองปรปักษ์ในที่ดินศาลเจ้าและอำนาจฟ้องของผู้ปกครองศาลเจ้า

หลักกฎหมาย

ผู้ที่เข้าครอบครองที่ดินโดยอาศัยสัญญาเช่า จะอ้างการครอบครองปรปักษ์ไม่ได้ และผู้ปกครองศาลเจ้ามีอำนาจตามกฎเสนาบดีว่าด้วยที่กุศลสถานชนิดศาลเจ้าข้อ 14 ก. ที่จะมอบอำนาจให้ผู้อื่นฟ้องคดีแทนได้

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยและบริวารรื้อสิ่งปลูกสร้างออกไป

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยเช่าที่ดินศาลเจ้า 3 ปี ครบกำหนดแล้วไม่ออก คงเช่าโดยอนุโลม ต่อมายอมออกไปในปี 2485 แล้วกลับเข้ามาอยู่อีกในปี 2487 โดยไม่ชำระค่าเช่าเป็นเวลา 6 ปี โจทก์ซึ่งเป็นผู้ตรวจตราสอดส่องศาลเจ้าได้รับมอบอำนาจจากนายลักผู้ปกครองศาลเจ้าให้ฟ้องขับไล่

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1570/2497นายจุ่น แซ่เฮ้งส่วนตัวและเป็นผู้รับมอบอำนาจจากนายลัก แซ่+ โจทก์ระหว่างนายหรุ่น ชุติสุชาติจำเลย ป.พ.พ. ม. 797 กฎเสนาบดีว่าด้วยที่กุศลสถานชนิดศาลจ้าว จำเลยปกครองที่ดินของศาลจ้างเพียง 5-5 ปียังไม่ได้กรรมสิทธิครอบครองโดยปรปักษ์ ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองศาลจ้าวมีอำนาจมอบอำนาจให้ผู้+ฟ้องคดีเกี่ยวกับศาลจ้าวได้คดีนี้นายจุ่น แซ่เฮ้งโจทก์ได้รับแต่งตั้งจากข้าหลวงประจำจังหวัดธนบุรีให้เป็นผู้ตรวจตราสอดส่องศาลจ้าวโรงสุกรจังหวัดธนบุรีและนายลักได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองศาลจ้าวและได้มอบอำนาจให้โจทก์ดำเนินคดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเช่าที่ดินส่วนหนึ่งของศาลจ้าวมีกำหนด ๓ ปี ครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ยอมออก คงเช่าโดยอนุโลมตามสัญญาเดิมต่อมาพ.ศ.๒๔๘๕ จึงยอมออกไป ต่อมาปี พ.ศ.๒๔๘๗ จำเลยเข้ามาอยู่อีกแต่จำเลยไม่ชำระค่าเช่าตลอดมาเป็นเวลา ๖ ปีขอให้ศาลแสดงว่าที่พิพาทเป็นที่กุศลสถานชนิดศาลจ้าวกับให้จำเลยและบริวารออกจากที่พิพาท จำเลยต่อสู้ว่าได้ครอบครองที่พิพาทมาโดยสงบและเปิดเผย ๑๕ ปีกว่าแล้วจึงได้กรรมสิทธิ และตัดฟ้องว่าโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลย แม้จะอ้างว่าได้รับมอบอำนาจจากนายลัก นายลักก็ไม่มีอำนาจมอบอำนาจให้ฟ้องได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลชั้นต้นฟังว่าที่พิพาทยังเป็นกรรมสิทธิของศาลาจ้าวโรงสุกร พิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อสิ่งปลูกสร้างออกไปและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อจำเลยเข้าไปอยู่ในที่พิพาทชั้นแรกโดยการเช่าครบกำหนดไม่ออก ดังนี้ถือว่าได้ปกครองอยู่โดยสัญญาเช่าตาม ป.พ.พ.มาตรา ๕๗๐ จะอ้างว่าครอบครองโดยปรปักษ์ไม่ได้ และการที่จำเลยได้ออกจากที่พิพาทไปแล้วกลับเข้ามาอยู่ใหม่ในตอนหลังนับถึงเวลาโจทก์ฟ้องก็เพียง ๕-๖ ปี