ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1372/2503

ประเด็นกฎหมาย

ฟ้องหย่าที่อ้างเหตุประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1500(2) โดยกล่าวหาว่าภริยาลักเช็คและยักยอกเงินราชการ รวมทั้งด่าท้าทายญาติพี่น้องและบุพการีข

หลักกฎหมาย

ในคดีฟ้องหย่าโดยอ้างเหตุประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1500(2) หากจำเลยปฏิเสธข้อกล่าวหา ศาลควรรับฟังพยานหลักฐานของคู่ความก่อนที่จะวินิจฉัยว่าฟ้องสมบูรณ์หรือไม่ เพราะหากได้ความจริงตามฟ้องก็อาจถือได้ว่าเป็นความประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ การที่โจทก์กล่าวในฟ้องว่าจำเลยด่าท้าทายญาติพี่น้อ

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปความ

ข้อเท็จจริงสำคัญ

สามีฟ้องหย่าภริยาโดยอ้างเหตุประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง 3 ประการ คือ (1) สมคบกับพี่สาวลักเช็คของสามี 3,000 บาท (2) ยักยอกหรือฉ้อโกงเงินราชการ 42,500 บาท 75 สตางค์ (3) ด่าท้าทายญาติพี่น้องและบุพการีของสามี ภริยาให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานและยกฟ้องโดยเห็นว่าเหตุข้อ (1) และ (2) ไม่ปรากฏว่าภริยาถูก

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1372/2503พันตรีไพจิตร จิตตานนท์โจทก์นางจำลอง จิตตานนท์จำเลย ป.พ.พ. ม. 1500 (2), , ป.วิ.พ. ม. 172, ม. 183, ม. 85, ม. 86สามีฟ้องหย่ากับภริยากล่าวในฟ้องว่า ภริยาประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง โดยภริยาสมคบกับพี่สาวลักเช็คของสามี เงิน 3,000 บาท ไปและภริยายักยอกหรือฉ้อโกงเงินราชการกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม 42,500 บาท 75 สตางค์ จำเลยให้การปฏิเสธ เช่นนี้ เป็นการสมควรที่ศาลจะได้ฟังพยานหลักฐานของคู่ความเสียก่อน เพราะถ้าได้ความจริงตามฟ้อง ก็อาจถือได้ว่าเป็นความประพฤติชั่วอย่างร้อยแรง ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1500 (2) ได้ ฟ้องหย่าอ้างเหตุว่าภรรยาประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ฟ้องในข้อต่อมากล่าวว่าจำเลย ด่าท้าทายญาติพี่น้องตลอดถึงบุพพารีของโจทก์เมื่ออ่านรวมกับฟ้องทั้งหมดแล้วเป็นที่เห็นได้ว่า โจทก์อ้างเหตุนี้เป็นเพียงเหตุประกอบคำฟ้องของโจทก์ในตอนต้น ๆ เพื่อให้เห็นว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องตอนต้นนั้น เป็นการประพฤติชั่วถึงขีดร้ายแรงเท่านั้น แม้โจทก์ไม่ได้กล่าวว่าค่าท้าทายว่า อย่างไร โจทก์ก็นำสืบได้ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 26/2503)โจทก์ผู้เป็นสามีออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่นแล้วฟ้องขอหย่ากับจำเลยซึ่งเป็นภริยา และขอเป็นผู้ปกครองบุตรธิดา กล่าวอ้างว่า ภริยาเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง โดยอ้างเหตุอันควรหย่ามา ๓ ประการ คือ (๑) ว่าจำเลยสมคบกับพี่สาว ของจำเลยลักเช็คของโจทก์ เงิน ๓,๐๐๐ บาท ไป (๒) ว่าจำเลยยักยอกหรือฉ้อโกงเงินราชการกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ๔๒,๕๐๐ บาท ๗๕ สตางค์ และ (๓) ว่าจำเลยค่าท้ายทายญาติพี่น้องของโจทก์ตลอดถึงบุพการีของโจทก์ เมื่อจำเลยยื่นคำให้การแล้วศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยาน วินิจฉัยว่า เหตุที่อ้างในข้อ (๑) และ (๒) ไม่ปรากฏว่า จำเลยได้ถูกฟ้องร้อ