ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4301/2543

ประเด็นกฎหมาย

โจทก์เป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาหรือไม่ เมื่อการกระทำผิดเกิดขึ้นจากการล่อซื้อของโจทก์เอง

หลักกฎหมาย

การที่โจทก์เป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำผิดขึ้นโดยการล่อซื้อ ทำให้โจทก์ไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และมาตรา 28 (2) และปัญหาอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

คำวินิจฉัย

โจทก์ไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และมาตรา 28 (2)

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์จ้างให้ ส. ไปล่อซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์จากจำเลย หลังจากนั้นมีการทำซ้ำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ลงในแผ่นบันทึกข้อมูลเพื่อมอบให้ ส. ตามที่ล่อซื้อ โดยผู้กระทำไม่มีเจตนากระทำผิดมาก่อน การกระทำผิดจึงเกิดขึ้นเนื่องจากการล่อซื้อของโจทก์เอง

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4301/2543บริษัทไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่นโจทก์บริษัทเอเทค คอมพิวเตอร์ จำกัด กับพวกจำเลย ป.วิ.อ. ม. 2 (4), ม. 28, ม. 185, ม. 195 พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 โจทก์มีสิทธิดำเนินคดีแก่ผู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ได้ทั้งทางแพ่งและ ทางอาญา ซึ่งมีวิธีพิจารณาคดีและการรับฟังพยานหลักฐานที่แตกต่างกัน เมื่อโจทก์เลือกดำเนินคดีนี้โดยฟ้องจำเลย ทั้งสามเป็นคดีอาญาจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายในการดำเนินคดีอาญา ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ซึ่งให้นำ ป.วิ.อ. มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม ดังนี้ ในการที่ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำฟ้องของโจทก์ได้นั้นนอกจากโจทก์จะต้องนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ให้ศาลเห็นได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามคำฟ้องของโจทก์จริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 แล้ว ยังต้องได้ความว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และมาตรา 28 (2) ด้วย พยานหลักฐานของโจทก์เองแสดงให้เห็นว่า การทำซ้ำบันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ลงในแผ่นบันทึกข้อมูลถาวรของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ ส. ล่อซื้อนั้น เป็นการทำซ้ำอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์หลังจาก วันที่ ส. ไปล่อซื้อแล้ว โดยเป็นการทำซ้ำเพื่อมอบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำซ้ำนั้น ให้แก่ ส. ตามที่ ส. ได้ล่อซื้อนั่นเอง มิใช่เป็นการทำซ้ำโดยผู้กระทำมีเจตนากระทำผิดอยู่แล้วก่อนการล่อซื้อ ดังนี้ จึงน่าเชื่อว่าการที่มีผู้กระทำผิด ด้วยการทำซ้ำบันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ลงในแผ่นบันทึก