ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4433/2529

ประเด็นกฎหมาย

สัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยที่ 1 ทำกับโจทก์มีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญา ไม่ทำให้หนี้ละเมิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งแยกออกจากกันได้ระงับไปด้วย และศาลแ

หลักกฎหมาย

เมื่อมูลหนี้ที่จำเลยทั้งสามต้องรับผิดแยกออกจากกันได้เป็นการเฉพาะตัว สัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยที่ 1 ทำกับโจทก์ย่อมมีผลผูกพันเฉพาะจำเลยที่ 1 กับโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมีหนี้แยกต่างหากไม่อาจถือประโยชน์จากสัญญานั้นได้ หนี้ละเมิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ระงับ สิทธิในการฟ้องร้องคด

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามศาลแรงงานกลางที่ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้เงิน 1,593,689.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์โดยมีผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้มีผลประโยชน์ร่วมกับจำเลยที่ 1 และต่างละเมิดสิทธิของโจทก์โดยลำพังแยกต่างหากจากกัน โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วแต่ยังไม่ได้รับชำระหนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4433/2529การประปาส่วนภูมิภาคโจทก์นาง อา รี ย์ สิงคิวิบูลย์ กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 420, ม. 852 ป.วิ.พ. ม. 55, ม. 271 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 เมื่อมูลหนี้ที่จำเลยทั้งสามจะต้องรับผิด ต่างแยกออกจากกันได้เป็นการเฉพาะตัวแล้ว สัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยที่ 1 ทำกับโจทก์ ย่อมมีผลผูกพันเฉพาะจำเลยที่ 1กับโจทก์เท่านั้น มูลหนี้เดิมจะระงับหรือไม่ระงับ ก็มีผลเฉพาะคู่สัญญา จำเลยที่ 2 ที่ 3 ผู้ถือว่า ตนมีหนี้แยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจจะถือประโยชน์ อันเกิดแต่สัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เป็นประโยชน์แก่ตนได้ มูลหนี้ละเมิดที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ หาระงับด้วยสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังกล่าวไม่ สิทธิในการฟ้องร้องคดีหรืออำนาจฟ้องกับสิทธิที่จะบังคับ คดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาเป็นกรณีที่แตกต่างกันอยู่ในขั้นตอนที่ต่างกันจะนำมาพิจารณาคละระคนด้วยกันหาได้ไม่แม้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วจำเลยจะยกเอาการบังคับคดีที่อาจมีได้สองทางโดยจะเกิดขึ้นหรือไม่ยังไม่เป็นการแน่นอนขึ้นต่อสู้ เพื่อปฏิเสธความรับผิดในมูลหนี้ตามคำฟ้องเสียแต่แรกนั้น หาเป็น การถูกต้องไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ได้ออกคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ที่ 3มีอำนาจหน้าที่ประการใด จำเลยทั้งสอง หาได้ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นไม่ จงใจหรือประมาทเลินเล่อ ในการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ประการใด ทำให้โจทก์เสียหายอย่างใด แล้วสรุปว่าการกระทำของจำเลยทั้งสอง เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ และเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงาน ดังนี้ เป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างโจทก์ผู้เป็นนายจ้าง และจำเลยเป็นผู้ถูกจ้าง อันเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ต้องด้วยพระ