ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4752/2541

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ได้เชิดบริษัทไคฮุง จำกัด ฮ่องกง เป็นตัวแทนหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องโดยไม่ต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อนหรือไม่

หลักกฎหมาย

พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้เชิดบริษัทไคฮุง จำกัด ฮ่องกง เป็นตัวแทน และตาม พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 10 ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจฟ้องคดีได้โดยไม่ต้องเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อน เว้นแต่คู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องจะยื่นคำร้องต่อศาลก่อนวันสืบพยานหรือก่อนมีคำพิพากษา

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 772,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน

ข้อเท็จจริงสำคัญ

สินค้าคือปูนซีเมนต์ที่บรรทุกมากับเรือเป็นของจำเลยที่ 1 ใบตราส่งระบุผู้รับตราส่งคือจำเลยที่ 1 นายเรือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ขนสินค้า จำเลยที่ 1 ติดต่อบริษัทไคฮุงฯ ให้ติดต่อโจทก์ปล่อยสินค้า จำเลยที่ 1 โอนค่าระวางและรับผิดชอบค่าเรือเสียเวลา จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเรือ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4752/2541องค์การร่วมค้าเวียตซอพไลเตอร์หรือบริษัทร่วมค้าเวียตซอพไลเตอร์จำกัดกับพวกโจทก์บริษัทพระอาทิตย์ จำกัด กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 821 ป.วิ.พ. พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 10แม้สัญญาจ้างเหมาเรือจะไม่ระบุว่าบริษัท ค. เป็นตัวแทนหรือกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่สินค้าคือปูนซีเมนต์ที่บรรทุกมากับเรือนั้นเป็นของจำเลยที่ 1 ที่สั่งซื้อจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อนำมายังประเทศไทยซึ่งเป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ใบตราส่งก็ระบุว่าผู้รับตราส่งหรือผู้รับสินค้าคือจำเลยที่ 1 เมื่อเรือขนสินค้ามาถึงท่าเรือเกาะสีชัง ประเทศไทยแล้ว นายเรือก็ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ไปทำการขนสินค้าตามหนังสือบอกกล่าวความพร้อมซึ่งระบุว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เช่า/ผู้รับสินค้า ต่อมาโจทก์ที่ 1 ได้ทำการกักสินค้า จำเลยที่ 1 ได้ติดต่อบริษัท ค. ให้ติดต่อฝ่ายโจทก์ให้ปล่อยสินค้าโดยระบุว่าเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้โอนเงินค่าระวางเรือจำนวน 160,000 ดอลลาร์สหรัฐ มาเรียบร้อยแล้ว โดยจำเลยที่ 1 จะรับผิดชอบเรื่องค่าเรือเสียเวลาจำนวน 1,550,000 บาท โดยให้ธนาคารทำสัญญาค้ำประกัน ทั้งปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ให้จำเลยที่ 2 ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันไว้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นจำนวน 1,550,000 บาท ด้วย เมื่อขนถ่ายสินค้าเสร็จแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเรือเสียเวลาให้แก่โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 ได้ทวงถามตามหนังสือทวงถามซึ่งระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่าเหมาเรือ จำเลยที่ 1 ก็ไม่เคยโต้แย้งว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้เช่าเรือเลย สัญญาที่จำเลยที่ 1 จ้างบริษัท ค. ขนถ่ายสินค้านั้นปรากฏข้อความว่าจำเลยที่ 1 ให้บริษัท ค. จัดเตรียมเรือเดินทะเลเพื่อขนถ่ายสินค้าทำนองให้กระทำการแทนเท่านั้น พฤติการ