ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 788/2537

ประเด็นกฎหมาย

การเลิกจ้างลูกจ้างโดยอ้างว่าสินค้าสูญหายและลูกจ้างประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และนายจ้างต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค

หลักกฎหมาย

แม้ลูกจ้างมีหน้าที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบกับการเบิกจ่ายพัสดุโดยตรงและสินค้าหายไป ก็ถือไม่ได้ว่าลูกจ้างประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง หากไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าลูกจ้างได้กระทำการใดโดยปราศจากความระมัดระวัง หรือละเลยหน้าที่ หรืองดเว้นการปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ

คำวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย เงินสมทบและผลประโยชน์อันเกิดจากเงินสมทบให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 มีหน้าที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบกับการเบิกจ่ายพัสดุโดยตรง สินค้าสูญหายเป็นเงิน 5,621,315.14 บาท โดยไม่ปรากฏร่องรอยการงัดแงะ จำเลยพิสูจน์ไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้เอาสินค้าไป และไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำการใดโดยประมาทเลินเล่อ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 788/2537นาย อำนวย เกตุ อ่อนโจทก์บริษัท เบอร์ ลี่ยุคเกอร์ จำกัดจำเลย ป.พ.พ. ม. 420, ม. 583 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 โจทก์เกี่ยวข้องรับผิดชอบกับการเบิกจ่ายพัสดุโดยตรงเป็นผู้จ่ายตรวจ นับ คุมสินค้าอยู่ทุกวัน จำเลยผู้เป็น นายจ้างพิสูจน์ไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้เอาสินค้าไป และ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้กระทำการใดในหน้าที่การงานโดยปราศจากความระมัดระวัง หรือละเลยการอันจักต้องกระทำ ตามหน้าที่ หรืองดเว้นการปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง แม้โจทก์จะมี หน้าที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบกับการเบิกจ่ายพัสดุโดยตรงและ สินค้าได้หายไป ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย จำเลยก็ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่โจทก์ เมื่อไม่ปรากฏว่า โจทก์กระทำการใดอันถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ เพียงปรากฏข้อเท็จจริงว่าสินค้าที่อยู่ในสถานที่ที่โจทก์ทำงานอยู่หายไป ยังไม่พอให้ถือได้ว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อคดีทั้งห้าสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1ถึงโจทก์ที่ 5โจทก์ทั้งห้าสำนวนฟ้องว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2536 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าอ้างว่าสินค้าในคลังพัสดุสูญหาย ให้โจทก์ทั้งห้ารับผิดชอบความจริงสินค้าดังกล่าวถูกโจรกรรม โจทก์ทั้งห้ามิได้รู้เห็นด้วยจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่มีความผิดจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่