ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3364/2528

ประเด็นกฎหมาย

การตีความคำอุทธรณ์ที่ระบุเพียงคัดค้านคำพิพากษา แต่เนื้อหาอุทธรณ์คำสั่งตัดพยาน โดยดูจากสาระสำคัญ而非เพียงหัวเรื่อง

หลักกฎหมาย

การพิจารณาว่าอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งใด ดูจากสาระสำคัญในเนื้อหาอุทธรณ์ ไม่ใช่เพียงหัวเรื่องหน้าอุทธรณ์ หากเนื้อหาชี้ชัดว่าอุทธรณ์คำสั่งตัดพยาน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจรับพิจารณาได้

คำวินิจฉัย

พิพากษายืน ให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจรับพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งตัดพยานของจำเลย

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยอุทธรณ์โดยหน้าอุทธรณ์ระบุคัดค้านคำพิพากษา แต่เนื้อหาส่วนปัญหาข้อกฎหมายบรรยายว่าศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้สืบพยาน ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์คำสั่งตัดพยาน

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3364/2528ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศรีพูนทรัพย์ (1972)โจทก์บริษัทพิพัทธ์ประกันภัย จำกัดจำเลย ป.วิ.พ. ม. 85, ม. 86, ม. 104, ม. 223, ม. 225, ม. 226, ม. 243, ตาราง 1(3) ท้ายประมวลกฎหมายวิการที่คู่ความจะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอย่างไรบ้างนั้น จะดูเพียงหัวเรื่องที่หน้าอุทธรณ์ว่าอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยได้แยกเป็นข้อ ก. ปัญหาข้อเท็จจริง ข้อข.ปัญหาข้อกฎหมาย ในปัญหาข้อกฎหมายนั้นได้บรรยายว่า ตามที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ส่งประเด็นไปสืบพยานจำเลยไม่ชอบด้วยเหตุผล และเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพราะพยานที่ศาลชั้นต้นสั่งตัดนั้นล้วนแต่เกี่ยวข้องกับคดี และได้กล่าวถึงข้อที่พยานเหล่านั้นจะมาเบิกความเกี่ยวกับประเด็นในคดีอย่างไร ดังนี้ เป็นการอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งตัดพยานจำเลยแล้ว และเป็นการอุทธรณ์ คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณ เป็นราคาเงินได้และไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วย จำเลยจึงคงเสียค่าขึ้นศาลแต่เพียงในคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตาม ตาราง 1(3) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจ รับพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยโจทก์ฟ้องว่า โจทก์นำรถยนต์บรรทุกยี่ห้อฮีโน่ หมายเลขทะเบียน ก.จ.๐๖๗๘๗ หมายเลขเครื่อง อี.เอช. ๑๐๐-๕๖๕๕๖ เลขคัสซี เค.ที. ๙๒๐-๑๐๑๒๘ ซึ่งเช่าซื้อจากบริษัทไทยฮีโน่มอเตอร์เซลล์ จำกัด ไปประกันภัยไว้กับจำเลย สัญญาว่าหากเกิดวินาศภัยขึ้นระหว่างอายุสัญญาเนื่องจากการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์จำเลยจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์เป็นเงิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท ระหว่างอายุสัญญาประกันภัยรถยนต์ดังกล่าวถูกคนร้ายชิงทรัพย์ไป