สัญญาจ้างว่าความกำหนดค่าจ้างแน่นอนไม่เป็นการแบ่งทรัพย์สินพิพาท จึงไม่โมฆะ และอายุความ 2 ปีนับคดีถึงที่สุด
การเรียกค่าจ้างว่าความที่กำหนดจำนวนเงินแน่นอนไม่ถือเป็นการแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาท จึงไม่เป็นโมฆะ อายุความ 2 ปีนับวันที่คดีถึงที่สุดและสิทธิ์เรียกร้องบังคับได้
พิพากษายืน ให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างว่าความ 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยจ้างโจทก์เป็นทนายความตกลงค่าจ้าง 250,000 และ 200,000 บาท โดยชำระเมื่อคดีถึงที่สุด โจทก์ฟ้องเรียกค่าจ้างภายใน 2 ปีนับจากวันที่ศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษา
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2171/2519นายสมบัติ วัฒนาโจทก์นายเชื้อ ศิริรัชตกูลล. ป.พ.พ. ม. 113, ม. 165 (15), ม. 169, ม. 587 ป.วิ.พ. ม. 249 พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2477 การเรียกค่าจ้างว่าความซึ่งกำหนดจำนวนเงินไว้แน่นอนนั้น หาใช่เป็นการแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความไม่ ไม่เป็นโมฆะ และปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ศาลอุทธรณ์จะมิได้วินิจฉัยให้ก็ตาม จำเลยชอบที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ สัญญาจ้างว่าความมีว่า จำเลยจะให้ค่าจ้างแก่โจทก์เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว สิทธิ์เรียกร้องของโจทก์จึงอาจเริ่มบังคับได้เมื่อคดีถึงที่สุด อายุความฟ้องเรียกเงินค่าจ้างว่าความมีกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 165(15)โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๐๘ จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ฟ้องนางสาวประเสริฐ เอกพจน์ ให้โอนขายที่ดินโฉนดที่ ๑๐๗๗ ให้จำเลย และให้โจทก์ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินดังกล่าว ซึ่งนางสาวประเสริฐได้จดทะเบียนโอนขายให้พันตำรวจตรีกมล ชโนวรรณ และพันตำรวจตรีกมลจดทะเบียนโอนขายต่อให้นายกำพล วัชรพล โดยจำเลยตกลงให้ค่าจ้างโจทก์เป็นเงิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท และเมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๐๙ จำเลยได้จ้างโจทก์ว่าความแทนทนายความคนเดิมซึ่งจำเลยได้ยื่นฟ้องพันตำรวจตรีกมล ชโนวรรณ ข้อหาฐานปลอมหนังสือ ใช้หนังสือปลอม เป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ได้ดำเนินคดีให้จำเลยแล้ว จำเลยไม่ยอมชำระค่าจ้างว่าความให้โจทก์ ขอบังคับจำเลยชำระเงิน ๔๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า เคยว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความตกลงค่าจ้างกันเป็นเงิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท โดยตกลงว่าให้โจทก์ฟ้องคดีอาญาพันตำรวจตรีกมล