ฟ้องที่ไม่ได้บรรยายชื่อผู้เอาประกันภัยในคดีประกันภัยรถยนต์ ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม และผู้รับประกันภัยที่แพ้คดีต้องรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมโดยไม่จำกัดวงเงิน
เมื่อจำเลยรับว่าเป็นผู้รับประกันภัยรถคันเกิดเหตุ จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากรถที่รับประกันภัยไว้ การที่โจทก์ไม่ได้บรรยายว่าผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัย ไม่ทำให้ฟ้องเคลือบคลุม เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทราบอยู่แล้ว ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมเมื่อจำเลยแพ้คดีต้องรับผิดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 โดยศาลใช
พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 3,000 บาท
โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้รับประกันภัยรถยนต์ โดยไม่ได้บรรยายในฟ้องว่าผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัย จำเลยที่ 3 ให้การรับว่าเป็นผู้รับประกันภัยรถคันดังกล่าว
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3296/2533นายสังคม โอดไธสง กับพวกโจทก์ห้างหุ้นส่วนจำกัดสินชัยอุตสาหกรรม กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 887 ป.วิ.พ. , ม. 172 วรรคสองเมื่อจำเลยรับว่าเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถคันเกิดเหตุจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากรถที่รับประกันภัยไว้ไปก่อให้เกิดขึ้น ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย การที่จำเลยรับประกันภัยรถคันดังกล่าวจากผู้ใด เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทราบอยู่แล้ว แม้ฟ้องของโจทก์จะไม่ได้บรรยายว่าผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัย ก็ไม่ทำให้เป็นฟ้องเคลือบคลุม เมื่อจำเลยแพ้คดี จำเลยต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งศาลจะเป็นผู้ใช้ดุลพินิจกำหนดโดยคำนึงถึงเหตุผลสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดี ทั้งไม่เกี่ยวกับข้อจำกัดความรับผิดเรื่องค่าเสียหายตามวงเงินที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยของจำเลยโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลและเป็นผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุก ๖ ล้อคันเกิดเหตุ จำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุก ๖ ล้อดังกล่าว เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๒๖ นายไชโยได้ขับรถยนต์บรรทุก๖ ล้อ ตามทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ เข้าไปในเส้นทางเดินรถที่สวนมา เป็นเหตุให้รถคันดังกล่าวพุ่งเข้าชนรถยนต์บรรทุก ๑๐ ล้อ ของโจทก์ที่ ๒ ซึ่งโจทก์ที่ ๑ เป็นผู้ขับและโจทก์ที่ ๒ นั่งมาด้วยโจทก์ที่ ๑ ได้รับบาดเจ็บและรถของโจทก์ที่ ๒ ได้รับความเสียหายจึงขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน๖๓,๐๐๐ บาท ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๒๕๘,๖๐๐ บาท และให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีสำหรับค่าเสียหายจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒