ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1345/2532

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาว่าโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินโดยตรงตามฟ้อง ต้องพิพากษายกฟ้องหรือไม่ และปัญหาการนำสืบการใช้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง ว่าหมายถึงต้นเ

หลักกฎหมาย

มูลหนี้ตามสัญญากู้อาจเกิดจากหนี้ค่าซื้อขายก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นการกู้ยืมเงินสด ดอกเบี้ยก่อนทำสัญญากู้ที่คิดจากค่างวดที่ค้างชำระตามสัญญาซื้อขายมีลักษณะเป็นค่าเสียหาย ไม่ใช่ดอกเบี้ยจากการกู้ยืม จึงไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา การนำสืบการใช้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง หม

คำวินิจฉัย

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาทแทนโจทก์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยค้างชำระค่าซื้อรถยนต์จากโจทก์เป็นเงิน 28,500 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อเดือนของเงินที่ค้างชำระแต่ละงวดรวมกับเงินต้นเป็นเงิน 53,130 บาท โจทก์ให้จำเลยทำสัญญากู้ไว้ตามฉบับที่ฟ้อง จำเลยชำระดอกเบี้ย 3,400 บาท แต่ไม่มีพยานอื่นสนับสนุน

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1345/2532นาย ประทวน คำ แหงโจทก์นาย สวาท พงษ์ จีนจำเลย ป.พ.พ. ม. 194, ม. 213, ม. 379, ม. 653 ป.วิ.พ. ม. 142, ม. 161 พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้ เมื่อฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์และทำสัญญากู้ตามฟ้อง มูลหนี้จะเป็นการกู้ยืมเงินสดหรือเงินที่ค้างชำระในการซื้อขายรถยนต์ก็เป็นหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามสัญญากู้นั้นได้ ไม่เป็นการนอกฟ้องดอกเบี้ยก่อนทำสัญญากู้ที่ตกลงกันให้คิดจากค่างวดที่ค้างชำระตามสัญญาซื้อขายนั้น มีลักษณะเป็นค่าเสียหาย ไม่ใช่ดอกเบี้ยจากการกู้ยืม จึงไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญ้ติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯการนำสืบการใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 653วรรคสองนั้นหมายถึงต้นเงินไม่หมายรวมถึงดอกเบี้ยการที่ศาลจะให้ฝ่ายใดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมนั้นเป็นดุลพินิจของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 161 เมื่อคดียังไม่ถึงที่สุด และแม้คู่ความอีกฝ่ายจะมิได้ขอ ศาลก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจตามที่เห็นสมควรได้.(ที่มา-ส่งเสริม)โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2526 จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ 53,130 บาท อัตราดอกเบี้ยตามกฎหมาย ชำระดอกเบี้ยทุกเดือนกำหนดชำระคืนภายในวันที่ 24 ตุลาคม 2527 นับแต่กู้ยืมจำเลยไม่ได้ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินแก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยชำระเงินต้นดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันกู้ยืมจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินตามฟ้อง เมื่อวันที่ 27ธันวาคม 2523 โจทก์ได้นำรถยนต์กระบะ 1 คันมาขายให้แก่จำเลยในราคา 70,000 บาทชำระในวันทำสัญญา 10,000 บาท ที่เหลือชำระเดือนละ 3,500 บาท