การสำแดงเท็จในใบขนสินค้าขาออกเพื่อขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร และการรับโอนบัตรภาษีจากผู้กระทำละเมิด เป็นละเมิดและลาภมิควรได้
การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่หลอกลวงโจทก์จนจ่ายเงินชดเชยเป็นบัตรภาษีเป็นการละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ผู้รับโอนบัตรภาษีจากผู้กระทำละเมิดไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ถือว่าได้รับสิทธิตามบัตรภาษีโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ เป็นลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 ต้องคืนบัตรภาษีหรือชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ย
จำเลยที่ 1, 2, 3, 4 และ 6 ต้องร่วมกันคืนบัตรภาษีหรือชดใช้เงิน 730,337.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยจำเลยที่ 1 รับผิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ทำละเมิดหรือวันที่ผู้รับโอนรับบัตรภาษี ส่วนจำเลยที่ 2, 3, 4 และ 6 รับผิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ต้องคืนเงินหรือวันที่โจทก์เรียกคืนบัตรภาษี
จำเลยที่ 1 สำเนาข้อความเท็จในใบขนสินค้าขาออกว่าได้ส่งสินค้าออกแล้ว ยื่นขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร โจทก์จ่ายเงินชดเชยเป็นบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 2, 3, 4 และ 6 ซึ่งเป็นผู้รับโอนจากจำเลยที่ 1 ต่อมาพบว่าไม่มีการส่งออกจริง จำเลยทั้งสิบสองขาดนัดยื่นคำให้การ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 759/2544กรมศุลกากรโจทก์บริษัท เซาเบ ซิตี้ จำกัด กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 206, ม. 406, ม. 420 พ.ร.บ.ชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524 จำเลยที่ 1 สำเนาข้อความอันเป็นเท็จไว้ในใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้าว่าได้มีการส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักรแล้วยื่นคำขอรับเงินค่าชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าที่ส่งออกนั้นต่อมาโจทก์ได้จ่ายเงินชดเชยเป็นบัตรภาษีให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ซึ่งเป็นผู้รับโอนบัตรภาษีจากจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1ที่หลอกลวงโจทก์จนเป็นเหตุให้โจทก์จ่ายเงินชดเชยเป็นบัตรภาษีเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6ได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปของบัตรภาษีโดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่มิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยดังกล่าว จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ผู้รับโอนจึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้โอน ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3ที่ 4 และที่ 6 ได้รับสิทธิตามบัตรภาษีไปจากโจทก์โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นการให้โจทก์เสียเปรียบเงินชดเชยค่าภาษีอากรที่จ่ายในรูปบัตรภาษีดังกล่าวจึงเป็นลาภมิควรได้ เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ จึงต้องชดใช้จำนวนเงินตามบัตรภาษีที่พิพาทและตกเป็นผู้ผิดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ทำละเมิดหรือวันที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4และที่ 6 รับบัตรภาษีไปจากโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6ต้องรับผิดในมูลหนี้อันเป็นลาภมิควรได้นั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 สุจริต จึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี