ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1117/2506

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการรับวินิจฉัยข้อเท็จจริงของศาลฎีกาเมื่อศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยเพราะต้องห้ามอุทธรณ์ และปัญหาว่าจำเลยได้รับความคุ้มครองตามพระราชบั

หลักกฎหมาย

เมื่อศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยข้อเท็จจริงให้เพราะต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ต้องถือว่าข้อเท็จจริงนั้นมิได้ว่ากันมาในศาลอุทธรณ์ แม้คดีจะฎีกาข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาก็ไม่วินิจฉัยข้อเท็จจริงนั้นให้ตามมาตรา 249

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่เช่า ค่าเช่าปีละ 120 บาท จำเลยต่อสู้ว่าได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ ก่อนสืบพยานคู่ความรับกันว่าจำเลยใช้บ้านทำการค้า 3 ปีแล้วเลิก และอยู่อาศัยต่อมา 7-8 ปี ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้รับความคุ้มครองเพราะโจทก์ไม่รู้เห็นยินยอมให้เปลี่ยนเจตนาการเช่า จ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1117/2506นายยิ้ม ชาติน้ำเพชรโจทก์นายแจ แซ่แต้ ที่ 1 นางม่วย แซ่แต้ ที่ 2จำเลย ป.พ.พ. ม. 537 ป.วิ.พ. ม. 224, ม. 248, ม. 249 พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ.2489 คดีไม่มีทุนทรัพย์(คดีฟ้องขับไล่)ที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น แม้จะไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย ศาลฎีกาก็รับพิจารณาข้อเท็จจริงที่ได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์เท่านั้นศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยข้อเท็จจริงให้เพราะต้องห้ามอุทธรณ์ต้องถือว่าข้อเท็จจริงนั้นมิได้ว่ากันมาในศาลอุทธรณ์ แม้คดีจะฎีกาข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาก็ไม่วินิจฉัยข้อเท็จจริงนี้ให้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่เช่า ค่าเช่าปีละ 120 บาท โดยมิได้เรียกค่าเช่าและค่าเสียหาย จำเลยต่อสู้ว่าได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ และต่อสู้ในข้ออื่น ๆก่อนสืบพยาน โจทก์จำเลยรับกันมีใจความสำคัญข้อหนึ่งว่า"โจทก์จำเลยรับว่า จำเลยได้ใช้บ้านนี้ทำการค้าติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี และเสียภาษีการค้าด้วย แต่จำเลยเลิกตลอดมา และจำเลยอยู่อาศัยในบ้านนี้มาจนทุกวันนี้ 7-8 ปีแล้ว จำเลยเลิกเพราะไม่สามารถทำการค้าและไม่มีคนมาซื้อ" แล้วขอให้ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าหรือไม่ ประเด็นอื่น ๆ ไม่ติดใจและไม่ติดใจสืบพยานต่อไปศาลจังหวัดเพชรบุรีเห็นว่า การที่จำเลยเปลี่ยนแปลงเจตนาเดิมมาเป็นที่อยู่อาศัยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รู้เห็นยินยอมด้วย จำเลยไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ ให้ขับไล่จำเลยจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า หลังจากจำเลยเลิกทำการค้าแล้ว โจทก์คงยอมให้จำเลยใช้บ้านเป็นที่อยู่อาศัย เป็นการเปลี่ยนเจตนาการเช่ามาเป็นเพื่ออยู่อาศัยนั้