ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15626/2553

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตาม ป.อ. มาตรา 335(1) หรือไม่ และศาลจะรับฟังพยานบอกเล่าเพื่อลงโทษจำเลยได้หรือไม่

หลักกฎหมาย

การที่ผู้เสียหายหลบหนีและไม่ยอมมาเบิกความเนื่องจากถูกญาติจำเลยข่มขู่ ถือเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นไม่อาจเอาผู้เสียหายมาเบิกความได้ และเป็นพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี ศาลย่อมรับฟังพยานบอกเล่าเพื่อลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 (2) และ 227/1 วรรคหนึ่ง

คำวินิจฉัย

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 3 ปี และให้นับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอื่น กับให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคา 7,300 บาท แก่ผู้เสียหาย

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยถูกจับกุมพร้อมทรัพย์สินหลายรายการที่ไม่ใช่ของตนในรถยนต์ รวมถึงบัตรประชาชนผู้หญิงหลายใบ และผู้เสียหายแจ้งความว่าถูกลักทรัพย์ ต่อมาผู้เสียหายมาศาลแต่ถูกญาติจำเลยพูดคุยด้วยแล้วหลบหนีไป ไม่ยอมมาเบิกความ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15626/2553พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดโจทก์นายณัฐพล เจริญกิจนภาจำเลย ป.อ. ม. 335 (1), แรก, ม. 336 ทวิ ป.วิ.อ. ม. 226/3 (1), ม. 226/3 (2), ม. 227/1 วรรคหนึ่งพฤติการณ์การกระทำของจำเลยกับข้อเท็จจริงที่ได้จากเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมซึ่งกระทำการตามหน้าที่และไม่มีเหตุให้กลั่นแกล้งจำเลย น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงไม่ต้องห้ามที่จะนำมารับฟังเป็นพยานแวดล้อมกรณี ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 (1) บันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนและพยานหลักฐานอื่นของผู้เสียหายในการยืนยันตัวจำเลย อันเป็นเพียงพยานบอกเล่าซึ่งโดยหลักต้องห้ามมิให้รับฟัง เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้น และแม้จะเข้าข้อยกเว้น ในการรับฟัง ศาลจะต้องทำด้วยความระมัดระวัง แต่เมื่อปรากฏว่าผู้เสียหายมาศาลและพร้อมที่จะเข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ ระหว่างรอการพิจารณาคดี มีญาติของจำเลยสองคนเข้าไปพูดคุยกับผู้เสียหาย จากนั้นผู้เสียหายออกไปจากศาลโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบ ศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้เสียหายเพื่อนำตัวมาเป็นพยานหลายนัด แต่ไม่ได้ตัวมาจนต้องงดสืบพยานปากผู้เสียหาย การหลบหนีและไม่ยอมมาเบิกความของผู้เสียหายน่าเชื่อว่าเพื่อช่วยเหลือจำเลย ถือเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นไม่อาจเอาผู้เสียหายมาเบิกความได้อันเป็นข้อยกเว้นให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่าได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 (2) และยังถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี ศาลย่อมรับฟังพยานบอกเล่าดังกล่าวเพื่อลงโทษจำเลยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 วรรคหนึ่งโจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1), 336 ทวิ, 58 และบวกโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 160/2546 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ และให้นับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโท