ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 561/2491

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาว่าสัญญาเช่าที่ดินปลูกตึกซึ่งมีข้อตกลงให้ตึกตกเป็นของเจ้าของที่ดินเมื่อครบกำหนดนั้น ตึกตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินโดยไม่ต้องโอนหรือไม่ และปั

หลักกฎหมาย

สัญญาเช่าที่ดินปลูกตึกโดยมีข้อสัญญาว่าจะให้ตึกที่ปลูกตกเป็นของเจ้าของที่ดินในภายหน้านั้น เมื่อถึงกำหนดแล้วตึกย่อมตกเป็นของเจ้าของที่ดินตามสัญญาในฐานะเป็นส่วนควบของที่ดิน หาจำต้องไปทำการโอนไม่ และคดีที่ขอให้ศาลแสดงสิทธิตามสัญญาและบังคับให้โอน แม้จำเลยจะต่อสู้ว่าตึกยังเป็นของจำเลย ก็เป็นเรื่องต่อสู้ใน

คำวินิจฉัย

พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะในข้อที่ให้ทำการโอน นอกนั้นคงยืนตาม โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตึกตกเป็นของโจทก์ในฐานะส่วนควบของที่ดินโดยไม่ต้องโอน และคดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์อยู่ในอำนาจศาลแขวง การฟ้องแย้งของจำเลยไม่ทำให้คดีเดิมเสียไป

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเช่าที่ดินปลูกตึกแถว 8 คูหา โดยตกลงว่าเมื่อครบกำหนด 9 ปี จำเลยจะโอนกรรมสิทธิ์ตึกให้โจทก์ ครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ยอมโอน จำเลยต่อสู้ว่าได้มีการบอกเลิกสัญญาแล้ว ตึกยังเป็นของจำเลย และฟ้องแย้งให้โจทก์รื้อสิ่งปลูกสร้างหรือเสียค่ารื้อ 2,000 บาท

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 561/2491วัดไชยภูมิการาม โดยนายบุญมา สวัสดิ์ ไวยาวัจกรโจทก์นางย่งไล้ นางพวงจำเลย พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 15, ม. 22 ป.วิ.พ. ม. 177, ม. ตาราง 1, ข้อ 2 ป.พ.พ. ม. 107, ม. 109, ม. 537เช่าที่ดินปลูกตึกโดยมีข้อสัญญาว่าจะให้ตึกที่ปลูกตกเป็นของเจ้าของที่ดินในภายหน้านั้น เมื่อถึงกำหนดแล้วตึกย่อมตกเป็นของเจ้าของที่ดินตามสัญญาในฐานะเป็นส่วนควบที่ดินหาจำต้องไปทำการโอนไม่(อ้างฎีกาที่ 561/2488)โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าที่ดินปลูกตึกโดยตกลงให้ตึกตกเป็นของโจทก์ครบกำหนดตามสัญญาแล้วจำเลยไม่ยอมโอนตึกให้เป็นของโจทก์ จึงขอให้ศาลแสดงว่า ตึกตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และขอให้จำเลยไปทำการโอนให้ดังนี้เป็นเรื่องขอให้ศาลแสดงสิทธิตามสัญญาและบังคับให้จำเลยไปทำการโอนตามสัญญา แม้จำเลยจะต่อสู้ว่าตามสัญญาตึกยังคงเป็นของจำเลย ก็เป็นเรื่องต่อสู้ในทางแปลสัญญา จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ตกอยู่ในอำนาจศาลแขวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ต่อศาลแขวง แม้จำเลยจะฟ้องแย้งเรียกจำนวนเงินเกินอำนาจของศาลแขวง ก็ไม่ทำให้คดีเดิมที่โจทก์ฟ้องเสียไปเพราะคดีเดิมโจทก์ฟ้องอยู่ในอำนาจศาลแขวงอยู่แล้ว เมื่อจำเลยนำคดีของตนไปฟ้องแย้งยังศาลแขวง ศาลแขวงก็บังคับให้ตามคำฟ้องแย้งของจำเลยไม่ได้ คงถือว่า ข้อที่จำเลยฟ้องแย้งเป็นแต่เพียงข้อต่อสู้ฟ้องเดิมของโจทก์ข้อหนึ่งเท่านั้นโจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้เช่าที่ดินโฉนด 3123 ของโจทก์เพื่อปลูกสร้างตึกแถว เมื่อครบกำหนดระยะเวลาเช่า จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ จำเลยได้ปลูกตึกแถวรวม 8 คูหา ครั้งสุดท้ายจำเลยได้ทำสัญญาเช่ากับโจทก์มีกำหนด 9 ปีนับแต่วันที่ 27 กันยายน 2479 ถึงวันที่ 26 กันยายน 2488 ปลายปี พ.ศ. 2487 หรือต้นปี 2488จำ