การบุกรุกที่ดินของรัฐ การยึดถือครอบครองที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติ และการดำเนินกิจการโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต
ในการพิจารณาคดีอาญา โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิด ข้อเท็จจริงที่ได้จากการที่จำเลยตอบคำถามค้านของโจทก์ถือไม่ได้ว่าโจทก์นำสืบถึงข้อเท็จจริงนั้นแล้ว นำมาฟังลงโทษจำเลยไม่ได้
พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ยกฟ้องโจทก์
จำเลยซื้อที่ดินพิพาทก่อนมีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติ และได้รับอนุญาตจากรองอธิบดีกรมป่าไม้ให้สร้างบังกะโลได้ 5 หลังต่อพื้นที่ 1 ไร่ โดยที่คำสั่งอนุญาตดังกล่าวยังมีข้อโต้เถียงกันอยู่
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3597/2543พนักงานอัยการจังหวัดระยองโจทก์นายพงศธร นาวาพานิชจำเลย ป.วิ.อ. ม. 226, ม. 227 ป.ที่ดิน ม. 9 พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ม. 16 (1), , พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ไม่แน่ชัดว่า จำเลยรู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของรัฐซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะหรือไม่ เมื่อจำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยสุจริต เข้าใจว่าตนเองมีสิทธิที่จะทำได้ จึงขาดเจตนาในการกระทำความผิดฐานบุกรุกที่ดินของรัฐ คำสั่งอนุญาตให้จำเลยสร้างบังกะโลได้เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ยังมีข้อโต้เถียงกันจนต้องส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ เมื่อจำเลยเชื่อว่าตนมีสิทธิทำได้ตามที่ได้รับอนุญาตจากรองอธิบดีกรมป่าไม้ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำผิดฐานยึดถือครอบครองที่ดินภายในเขตอุทยานแห่งชาติ ในการพิจารณาคดีอาญา โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิด ข้อเท็จจริงที่ได้จากการที่จำเลยตอบคำถามค้านของโจทก์ถือไม่ได้ว่าโจทก์นำสืบถึงข้อเท็จจริงนั้นแล้ว นำมาฟังลงโทษจำเลยไม่ได้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ มาตรา ๔, ๖, ๑๖ (๑), (๔) (๑๓), ๒๔, ๒๗ พ.ร.บ. โรงแรม พ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๓, ๔, ๑๙ ป.ที่ดิน มาตรา ๙, ๑๐๘ ทวิ และให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และ บริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินที่จำเลยยึดถือครอบครอง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินที่จำเลยยึดถือครอบครอง โจทก์อุทธรณ์ โดยอัยการพิเศษประจำเขต ๒ ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน แต่ให้ย