ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3388/2536

ประเด็นกฎหมาย

ความรับผิดของกรรมการบริษัทเงินทุนตามมาตรา 75 (เดิม) แห่ง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุนฯ พ.ศ.2522 และอายุความในการดำเนินคดี

หลักกฎหมาย

ตามมาตรา 75 (เดิม) แห่ง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุนฯ พ.ศ.2522 กรรมการของบริษัทที่กระทำความผิดตามมาตรา 70 ต้องรับโทษ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของบริษัท โจทก์ไม่ต้องนำสืบเจตนาของกรรมการ เพียงนำสืบว่ากรรมการดำรงตำแหน่งในขณะที่บริษัทกระทำความผิดก็พอ ภาระการพิสูจน์ตกแก่กรรมการ

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษาแก้โทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้ถูกต้องตามอัตราโทษที่กฎหมายกำหนด (จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) เนื่องจากศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกคนละ 3 ปี ซึ่งเกินกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดในขณะกระทำความผิด

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยเป็นกรรมการบริษัทเงินทุน ลงลายมือชื่อรับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน ต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศให้บริษัทเงินทุนที่รับอาวัลต้องเรียกหลักประกันภายใน 1 ปี แต่บริษัทและจำเลยไม่เรียกหลักประกันจนถูกฟ้องคดี จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2526 จำเลยที่ 3 กระทำความผิดเมื่อวันท

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3388/2536พนักงานอัยการ กรมอัยการโจทก์นายจิตเกษม แสงสิงแก้ว กับพวกจำเลย ป.อ. ม. 2, ม. 17, ม. 95 ป.วิ.อ. ม. 16, ม. 18, ม. 120, ม. 226, ม. 227 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 , ม. 30พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 75 (เดิม) บัญญัติว่า "ในกรณีที่บริษัทกระทำความผิดตามมาตรา 70 กรรมการของบริษัทนั้น...ต้องระวางโทษ...เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของบริษัทนั้นด้วย ปรากฏว่าจำเลยกรรมการบริษัทเงินทุนลงลายมือชื่อรับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินร่วมกับอีกบุคคลหนึ่งซึ่งประกาศธนาคารแห่งประเทศกำหนดให้บริษัทเงินทุนที่เข้ารับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินเรียกให้ผู้ออกตั๋วเงินนั้นนำทรัพย์สินมาจำนำหรือจำนองเป็นประกันจนเต็มจำนวนหนี้ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ประกาศดังกล่าวใช้บังคับ ในกรณีที่บริษัทได้เข้ารับอาวัลตั๋วเงินนั้นก่อนวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2525 อันเป็นวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ แต่ปรากฏว่าบริษัทและจำเลยไม่เรียกหลักประกันตลอดมาจนโจทก์ฟ้องคดีนี้ ซึ่งจำเลยที่ 1 จะพ้นความผิดได้ก็ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับบริษัท เมื่อจำเลยเป็นกรรมการมีหน้าที่ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยต้องติดตามเรื่องราวให้ผู้ที่บริษัทเข้ารับอาวัลวางหลักประกัน แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ดังกล่าว จำเลยจึงไม่พ้นความผิด บริษัทเงินทุนกระทำความผิดฐานไม่เรียกให้ผู้ออกตั๋วเงินนำทรัพย์สินมาจำนำหรือจำนองเป็นประกันตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุนฯพ.ศ.2522 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง (5) และ 70 (เดิม) จำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการในช่วงระยะเวลาที่บ